คำถามที่ ๕๑

ทำไมจิตถึงรวมเป็นสมาธิได้ยาก ทั้งที่ฝึกนั่งสมาธิ เดินจงกรม มาหลายปี อะไรคือตัวปิดกั้นสำคัญ ที่ควรต้องฝึกสังเกต หรือใช้แก้ปัญหานี้

คำตอบ

มันก็ยากจริง พูดง่ายๆ ว่ามันยังทำไม่ถึง ยังทำไม่พอ ที่ว่าปฏิบัติมาหลายปี ต้องถามว่าปฏิบัติทุกวันไหม ก็…เกือบ เกือบทุกวัน…เกือบทุกสองวัน แล้วนั่งสมาธิแต่ละครั้งนานเท่าไหร่ ก็…ก็หลายนาทีเหมือนกัน!

คือพระสงฆ์นี่ บางองค์มีบารมี เรื่องบารมีเราจะต้องยอมรับ บางองค์มีบารมีสูง ถ้ามีบารมีสูงแล้วทำความเพียรมาก บรรลุเร็ว แต่บางองค์บารมีอาจจะน้อยกว่า ทำความเพียรมาก ก็ยังใช้เวลาหลายปี นี่ขนาดพระวัดป่า

เรื่องการนั่งสมาธิ เดินจงกรม วันหนึ่ง ๖-๗-๘ ชั่วโมง ทุกวันๆ ๘ ชั่วโมงทุกวัน แล้วก็ยังหลายปี ผู้ถามไม่ทราบว่าจะได้วันละกี่ชั่วโมง ให้ใจเย็นๆ ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปดูปฏิทิน ไม่ต้องไปดูนาฬิกา เราก็มีทางที่กำหนด ทางที่ถูกต้องแล้ว เดินไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เดี๋ยวก็ถึงหรอก

ในเรื่องการนอน สมมติว่าโยมนอน ๘ ชั่วโมง ก็เหลือ ๑๖ ชั่วโมง ภาวนา คิดเป็น ๓๐ นาที ไม่ภาวนา ๙๓๐ นาที มันก็ยากเหมือนกัน เรื่องการนั่งสมาธิภาวนา มันแล้วแต่จะเอาระดับไหน แล้วแต่จะจริงจังขนาดไหน หลวงพ่อพุธ สอนลูกศิษย์ท่านสมัยก่อน ต้องวันละ ๓ ชั่วโมง พูดถึงคฤหัสถ์ผู้ใฝ่ธรรมะจริงๆ แต่เข้าใจว่าพวกที่มีหน้าที่การงาน มีลูกมีหลานจะทำได้ยาก การที่จะก้าวหน้าอย่างดี ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เรื่องนี้มันไม่มีตายตัว มีปัจจัยอื่นๆ อีกด้วยคือ กรรมเก่า บุญเก่า เพราะว่าเราต้องสั่งสมาบารมีในเรื่องนี้

อาตมาเห็นมามากทั้งพระทั้งโยม จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ว่า ๓ เดือนแรก ๖ เดือนแรก ตอนเริ่มต้นจะก้าวหน้าแบบน่ามหัศจรรย์ จะมีประสบการณ์ จะมีปีติ จิตใจสงบแบบน่าทึ่งมาก แต่มาถึงจุดหนึ่งแล้วมันจะรักษาอยู่ในระดับนั้น นานๆ เข้าแล้วมันอาจจะค่อยๆ เสื่อมไป อย่างนี้ก็มี เมื่อวันก่อนได้พูดถึงกรณีของโยมมาปฏิบัติธรรมหลายครั้ง แต่ความรู้สึกไม่เหมือนครั้งแรก ทำอย่างไรถึงจะเหมือนครั้งแรก บางคนก็รู้สึกว่ามีอะไรดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเดินขึ้นบันได พวกนี้จะมีกำลังใจตลอด

แต่บางคนที่อาตมาเคยเปรียบเทียบบ่อยๆ เรื่องขุดอุโมงค์ สมมติว่าเราจะขุดอุโมงค์ให้ทะลุภูเขา มันยาว ๑ กิโลเมตร ขุดไปๆ มันสว่างขึ้นไหม มีแต่มืดลงใช่ไหม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ผลอะไร แต่ว่าเราต้องมีศรัทธาทำไปเรื่อยๆ ยิ่งขุดมากยิ่งมืดใช่ไหม เหลืออีก ๑๐ เมตรก็ยังมืดตึ๊ดตื๋อ ถ้าคนไม่มีศรัทธาอาจจะคิดว่าบุญบารมีน้อยคงไม่ได้หรอกชาตินี้ แต่ไม่รู้ว่ามันเหลือแค่นี้เอง

เราต้องมองไปข้างหลังด้วย ว่าทางมันยาวมากที่เราได้ทำมา หรือว่าเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง เดินทางในประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ หรือประเทศที่ภูเขาเยอะ เราคงไม่ได้คิดว่าถ้าเราเดินทางขึ้นเขามันจะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ ธรรมชาติมันไม่เป็นอย่างนั้น มันมีขึ้นมีลง การปฏิบัติก็เป็นอย่างนั้น เวลาเรามองในแง่ร้ายเราก็จะคิดว่าไม่ได้อะไรเลย พอนั่งวันใดวันหนึ่ง ถ้าสงบก็จะได้แล้ว ไม่สงบก็คิดว่าไม่ได้อะไร มันจะเป็นอย่างนี้ เอาจริงเอาจังกับประสบการณ์ชั่วคราวมากเกินไป

อาตมาขอแนะนำด้วยว่า ในเมื่อการภาวนาคือการทำให้มีขึ้น ทำให้สิ่งดีงามมีขึ้น มันไม่ใช่เรื่องการทำสมาธิอย่างเดียว เราจะเอาแต่ประสบการณ์ในการทำสมาธิเป็นเครื่องวัดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูที่ชีวิตทั้งชีวิต ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติเรารู้สึกว่าความเห็นแก่ตัวน้อยลงไหม อารมณ์โทสะ น้อยลงไหม เรามีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้นไหม วาจาเราดีขึ้นไหม ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีขึ้นไหม คุณธรรมต่างๆ ไม่ได้ดูเฉพาะที่สมาธิอย่างเดียว เพราะมันแยกออกจากกันไม่ได้ ถึงจะยากมันก็เหมือนที่อาตมาว่า เราอยู่ในที่กันดาร เราเจอทางกลับบ้าน เราก็มั่นใจว่าทางนี้ใช่ แต่เราไม่รู้ว่าอีกกี่เซนติเมตร กี่อีกเมตร อีกที่กิโลเมตร แต่เรารู้ว่าใช่ทางนี้ แต่เมื่อเรารู้สึกว่ายังมีปัญหา เราก็ต้องทบทวนวิถีชีวิตตัวเองว่าเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมมากน้อยแค่ไหน

หลักสำคัญของการดำเนินชีวิตในทางที่สอดคล้องกับหลักธรรมคือต้องทำให้ชีวิตเรียบง่าย ถ้าเรื่องมากเกินไปหลายเรื่องมันยาก เพราะว่าจิตใจต้องเป็นหนึ่ง จิตใจต้องรู้จักปล่อยวาง กิจกรรมอะไรมันมีมากเกินไป ทำงานมากเกินไป มีเวลาส่วนตัวน้อยเกินไป ก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าลองปฏิบัติแบบนี้ดู เอาแบบยุบหนอ พองหนอ หรือไปโน่นไปนี่ ลองไปเรื่อย

ถ้าหากวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปไม่พอดี เราก็คงจะไม่ได้ คือ พอเริ่มวิธีใหม่ สำนักใหม่ ทุกคนก็จะดีอยู่สักพักหนึ่ง เพราะว่ามันใหม่ มีกำลังใจ พอทำไปทำมาเจอปัญหาเก่า เพราะว่าปัญหาส่วนมากมันไม่ได้เกิดจากเทคนิคการภาวนา แต่มันเกิดที่จิตใจของเรา เกิดจากการใช้ชีวิตของเรา เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญหาแบบเรื้อรัง มักจะเป็นปัญหาของวิถีชีวิตมากกว่าจะเป็นปัญหาว่าเราทำถูกวิธีการไหม เราควรจะเปลี่ยนอย่างนี้ไหม ต้องดูที่ตัวชีวิต

สรุปอีกทีว่าขอให้ดูในชีวิตประจำวัน มันมีอะไรที่รกรุงรังที่มันเกะกะ ที่เป็นอุปสรรคบ้างไหม พอจะลดน้อยลงบ้างได้ไหม ถ้าพูดถึงสิ่งที่เป็นอุปการะต่อการปฏิบัติธรรม มี ๓ ข้อที่เราขาดไม่ได้ ข้อแรกคือ สำรวมอินทรีย์ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สอง คือรู้จักประมาณในการบริโภค สามคือ ไม่เห็นแก่นอน อย่าไปนอนมาก ขอโทษนะ เราเข้าโลงแล้ว มันนอนได้เลย ๗ วัน ๗ คืน ไม่มีใครกวนเลย หรือจะเอานานกว่านั้น ๕๐ วัน ๑๐๐ วันก็ยังมี เรายังไม่ถึงขั้นนั้น ไม่ต้องนอนมาก

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร