คำถามที่ ๕๐

ทำอย่างไรเมื่อนั่งสมาธิไปเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง แต่รับรู้ได้เพียงลมหายใจเข้าออกเท่านั้นเอง ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย

คำตอบ

ข้อหนึ่งคือยังมีนิวรณ์อยู่ ไม่ใช่ว่า รู้ลมหายใจเข้าออกตลอดอย่างที่ว่า เพราะว่าถ้ามีสติอยู่กับลมหายใจในทางที่พอดี มีความเพียรที่พอดี มีสติ ไม่ลืมลม มีความรู้ตัว อันนี้นานๆเข้าลมก็จะต้องแผ่วเบา ค่อยๆ เบาลงๆๆ จนกระทั่งจะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียด บางทีก็เกิดเป็นแสงหรือเป็นอะไรซักอย่างที่เป็นทางฝ่ายนามธรรมเกิดขึ้นแทนความรู้สึกที่ลมหายใจ หรือบางทีจิตก็จะกระโดดไปสู่ความสงบแน่วแน่ไปเลย

ถ้าอย่างนี้ก็แสดงว่ามันจะต้องขาดสติสัมปชัญญะอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามถ้าเป็นอย่างนี้บ่อยมากและชักจะท้อแท้ใจ ก็ขอแนะนำว่าพอถึงขั้นที่ว่าในการทำสมาธิ พอถึงขั้นนี้และไม่ไปไหนแล้วมันก็อยู่ระดับนี้ เราก็เปลี่ยนเป็นพิจารณากาย พิจารณาเกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ หรือว่าข้อใดข้อหนึ่งให้เห็นความไม่สวยไม่งาม อาจต้องใช้ความคิดไว้ก่อนจนเกิดความชำนิชำนาญ หรือว่ามีข้อใดข้อหนึ่งของร่างกาย

อีกวิธีหนึ่งคือการปล่อยวางลมหายใจ สักแต่ว่ารับรู้อยู่ในปัจจุบันโดยไม่ได้กำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เวลาที่นั่งอาจจะมีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วก็รับรู้ต่อความไม่เที่ยง รู้แล้วก็ปล่อย เกิดความรู้สึกทางร่างกายและความรู้สึกสุขทุกข์ เฉยๆ ขันธ์ห้าก็ปรากฏในรูปแบบต่างๆ ตอนนี้เราไม่ได้ดูที่ลมหายใจ เราดูที่อาการเกิดดับของสิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ต้องเป็นประสบการณ์ตรงในปัจจุบัน อะไรเกิดอะไรดับ สักแต่ว่ารับรู้ต่อความเกิดดับ อันนี้จะมีผลได้ ๒​ ทางก็แล้วแต่เรา แล้วแต่จริตนิสัย แล้วแต่บุญบารมี

บางคนจะทำให้ความรู้ในเรื่องความเกิดดับถึงขั้นละเอียดเป็นวิปัสสนา แต่สำหรับหลายๆ คนการดูความเกิดดับจะทำให้สมาธิเพิ่มขึ้น ทำให้สมาธิแน่วแน่ได้บ้างก็ทำให้จิตใจมีพลังมากขึ้น แต่ถ้าปล่อยลมหายใจแล้วเริ่มพิจารณา ดูความเกิดดับแต่ปรากฏว่าดูไม่นานจิตใจก็เริ่มคิดปรุงแต่งในเรื่องต่างๆ ความคิดเรื่องอดีตเรื่องอนาคตนี้เกิดขึ้น หยุดแล้วก็กลับไปอยู่ที่ลมหายใจ แต่ถ้าเราคิดว่านั่งนานแล้ว อยู่กับลมหายใจได้เรื่อยๆ แล้วเปลี่ยนไปดูความเกิดดับไม่นาน จิตเริ่มปรุงแต่ง แสดงว่าช่วงที่ผ่านมาที่ว่าอยู่กับลมหายใจตลอดเวลานั้น ความจริงไม่ใช่ เพราะว่ามันต้องมีพลัง

ถ้ามีสติตลอด จิตใจจะต้องมีพลัง ถ้าดูความเกิดดับไม่นานแล้วจิตใจจะเริ่มคิดเรื่องปรุงแต่ง แสดงว่าพลังจิตน้อย แสดงว่าสติที่ผ่านมายังไม่พอ ถ้าดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนานๆแล้วมีสติสัมปชัญญะมีความเพียรในระดับที่พอดี จะต้องเกิดปีติ ถ้าไม่เกิดปีติก็ยังไม่ใช่ ปีติสุข เอกคัตตา(เอกัคคตา)

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร