คำถามที่ ๔๐

มารดาอยากให้ลูกศิษย์แต่งงานมีครอบครัว บอกว่าเป็นผู้หญิงอยู่เป็นโสดคนเดียวไม่มีลูกหลาน แก่ตัวจะลำบาก ไม่มีลูกหลานคอยดูแล พยายามแนะนำคนดีๆ ให้ หากแต่งงานกับคนดีๆ คุณแม่จะได้หมดห่วง แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าให้ประพฤติพรหมจรรย์ออกจากกาม ปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคผลนิพพาน ควรจะปฏิบัติอย่างไรดี

คำตอบ

เรื่องการประพฤติพรหมจรรย์เป็นเรื่องยากเหมือนกัน น้อยคนมีบารมีตลอดรอดฝั่ง อยู่ที่ว่าผู้ถามมั่นใจในศรัทธาของตน มั่นใจในบารมี หรือมั่นใจว่าตัวเองสามารถเป็นที่พึ่งของตนตลอดไป เพราะว่าผู้หญิงมีธรรมชาติแพ้ผู้ชายตรงที่ว่า ผู้ชายอายุ ๕๐ ปี ๖๐ ปี อยากมีลูกก็มีได้ แต่ผู้หญิงพออายุ ๔๐ ขึ้นไปก็ไม่มีโอกาสแล้ว

ถามว่าการแต่งงานจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมไหม ขอบอกว่าไม่ ไม่เสมอไป เพราะเรามีตัวอย่างตั้งแต่สมัยพุทธกาล เริ่มด้วยนางวิสาขาที่มีครอบครัว สามารถบรรลุธรรมแล้วยังทำหน้าที่ทั้งทางโลกทางธรรมได้ดี จริงอยู่มันก็ยากกว่า แต่สำหรับผู้ที่จะแต่งงานก็ควรจะหาคู่ที่มีทิฐิเสมอกัน ศีลเสมอกันก่อนจะแต่งงาน การแต่งงานไม่ใช่ว่าจะผิดเสมอไป แต่เรื่องคนดีๆ มันก็แล้วแต่ว่าใครเป็นคนวัด และเอาอะไรมาวัดว่าใครเป็นคนดี จะเอาแค่ว่ามาจากครอบครัวที่ดี หรือเคยบวชเรียนหรืออะไรมันก็ไม่แน่นอนเสมอไป ต้องดูนานๆ จึงจะรู้ อยู่ที่ว่าศีลเป็นอย่างไร มั่นคงในศีลไหม

อาตมาคิดว่าหลักในการพิจารณาง่ายๆ ถ้าเขาไม่รักษาศีลห้า อย่าแต่งด้วยดีกว่า ไม่เอา ใช้ไม่ได้ แบบนี้ก็ตัดออกไปสัก ๙๐ เปอร์เซนต์แล้ว ดีกว่านี้อีกก็ให้เป็นคนชอบปฏิบัติธรรม ถ้าหาคนได้ที่เป็นกัลยาณมิตร เป็นเพื่อน ให้กำลังใจในการปฏิบัติ มันก็ดีเหมือนกัน ถ้าแต่งงานเป็นกัลยาณมิตรกัน ช่วยกันในการปฏิบัติธรรม ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ มันก็ไม่เป็นอุปสรรค ตรงกันข้าม อาจจะช่วย

เรื่องนี้ควรต้องใช้เวลาดูนานๆ ถ้ารู้สึกว่าเรามีจิตใจที่มุ่งมั่นในธรรม เรามีความยินดีในชีวิตพรหมจรรย์ เราต้องการปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ ไม่ต้องการจะยุ่งกับเรื่องครอบครัว ก็เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนา แต่ก่อนที่จะตัดสินใจต้องใช้เวลานานๆ หน่อย ไปอยู่ที่วัดนานๆ หน่อย ไปอยู่ในหมู่ผู้ปฏิบัติด้วยกัน จะได้วัดดูจิตใจของตนว่าพร้อมไหม ถ้าพร้อมเราก็สละไป หรือว่าถือศีลแปดก็แล้วแต่ แต่ใจเย็นๆ ค่อยๆ ดู ดูตัวเอง ดูหลายๆ อย่างอยู่ที่เราด้วย

อาตมาว่าปัจจุบันไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนถ้าผู้หญิงไม่มีสามีก็อยู่ลำบาก สังคมไม่ค่อยจะเห็นด้วย เรื่องการเลี้ยงชีวิตก็ลำบาก แต่ทุกวันนี้ผู้หญิงทำงานเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งสามีเหมือนสมัยก่อน ถ้ามองในแง่ปฏิบัติธรรม ผู้ที่ต้องการถือศีลแปด อยู่เป็นฆราวาส ทำงานด้วย ปฏิบัติธรรมด้วย ก็มีโอกาสมากกว่าคนในสมัยก่อน ทุกวันนี้สังคมมันเสื่อมหลายอย่าง แต่ในขณะเดียวกันในบางแง่บางมุมก็รู้สึกให้โอกาสใหม่ๆ ที่ดีขึ้น มีโอกาสที่จะเลือกวิถีชีวิตของตัวเองมากกว่าแต่ก่อน สมัยก่อนมันจะขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่ทำอะไร เราก็ทำตามคุณพ่อคุณแม่ ทางเลือกมีน้อย ความกดดันจากสังคมมันมาก

ทุกวันนี้ค่อนข้างจะหลวมๆ เรามีโอกาสที่จะเลือกทางสำหรับตัวเองได้ ถ้าผู้หญิงต้องการจะอยู่เป็นโสด ทำงานคนเดียว อาตมาว่าไม่เป็นไร การจะเป็นห่วงเรื่องอนาคตว่าไม่มีลูกมีหลานดูแล อาตมาว่าเราเชื่อบารมีของตัวเองดีกว่า ถ้าคนปฏิบัติธรรม พระองค์ตรัสไว้ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม อาตมาเชื่อในเรื่องนี้มาก ถ้าคนปฏิบัติธรรมตลอดก็มีคุณธรรมก็จะมีญาติธรรมที่จะดูแลแน่นอน บางทีแต่งงานมีลูกมีหลาน ก็ไม่ใช่ว่าลูกหลานจะดูแลเรา บางทีเขาไปอยู่ต่างประเทศ บางทีเขาไม่สนใจ เราก็รับรองไม่ได้ แต่ถ้าเราปฏิบัติธรรม และคบนักปฏิบัติด้วยกัน อาตมาว่าหมู่นักปฏิบัติธรรมก็ช่วยซึ่งกันและกันได้ดี เพราะเราเป็นผู้มีเมตตาต่อกัน เราก็ดูในหมู่เราถ้าใครป่วยไข้ไม่สบาย ทุกคนก็ไปเยี่ยมไปเยียน ไปช่วยเหลือ เป็นธรรมชาติของคนใจดี มีน้ำใจ

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร