ครั้งอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลกุฎุมพี กรุงพาราณสี มีน้องชายอยู่หนึ่งคน สองพี่น้องเจริญวัยแล้วได้ช่วยกิจการค้าของบิดา เมื่อบิดาล่วงลับไป ครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์ผู้เป็นพี่ชายชักชวนน้องชายไปทวงหนี้การค้าจากลูกหนี้ที่บ้านตำบลหนึ่ง ทวงหนี้ได้เงินมา ๑,๐๐๐ กหาปณะแล้วเดินทางกลับ

ถึงท่าเรือแห่งหนึ่ง ระหว่างที่ทั้งสองรอเรือข้ามฟากอยู่ พี่ชายกินอาหารแล้วเหลือจึงโปรยอาหารที่เหลือเหล่านั้นให้ฝูงปลากิน แล้วให้ทักขิณา (=ให้ส่วนบุญ) แก่เทวดาที่สถิตประจำในแม่น้ำ ทันทีที่เทวดาอนุโมทนาส่วนบุญเท่านั้น สมบัติทิพย์ต่างๆ ของเทวดานั้นก็เจริญเพิ่มพูน (เช่น มีรัศมีกายเพิ่มขึ้น) เทวดาพิจารณาดูสมบัติที่ตนได้รับก็เห็นเหตุคือ กุฎุมพีอุทิศบุญให้

พระโพธิสัตว์ปูลาดผ้าลงบนพื้นแล้วนอนหลับไป ส่วนน้องชายไม่ได้นอนไม่ได้หลับนั่งอยู่ รู้ว่าพี่ชายหลับแล้ว นิสัยใจคอที่เอนเอียงไปทางโจรก็เกิดขึ้น คิดจะเอาเงินทั้งหมดเป็นของตน คิดแผนการออกแล้ว ก็ทำห่อผ้าใส่ก้อนกรวดไว้ให้มีขนาดเท่ากับถุงเงิน แล้วแอบใส่รวมไว้กับภาชนะใส่ถุงเงินอีกที

เมื่อสองพี่น้องขึ้นเรือข้ามฟาก โดยน้องชายเป็นผู้ถือถุงเงิน ถึงกลางลำน้ำคงคาแล้ว น้องชายแกล้งทำเป็นว่ามีอะไรทำให้เรือโคลง ระหว่างนั้นก็หยิบถุงผ้าถุงหนึ่งคิดว่าคือถุงใส่ก้อนกรวด โยนลงไปในน้ำ (แต่ถุงนั้นเป็นถุงใส่เงินหนึ่งพันไม่ใช่ถุงใส่ก้อนกรวด) เขาโวยวายขึ้นว่า ตายแล้วนี่ ถุงเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะ พลัดตกน้ำไปแล้ว เราจะทำอย่างไรดี? พี่ชายตอบว่า เมื่อมันตกจมหายไปแล้วพวกเราจะทำอะไรได้ ช่างมันเถอะ

เทวดาประจำลำน้ำเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ระลึกได้ว่า เราได้ยศทิพย์เพราะเราได้อนุโมทนาส่วนบุญของกุฎุมพีคนพี่ เพื่อตอบแทนเขา เราจะรักษาทรัพย์หนึ่งพันนั้นไว้ให้เขา แล้วบันดาลให้ปลาปากกว้างตัวหนึ่งว่ายมาฮุบถุงเงินนั้นไว้

ทั้งสองคนขึ้นฝั่งกลับถึงบ้านแล้ว น้องชายดีใจว่าเรามีเงินตั้งพันหนึ่ง พี่ชายรู้ไม่ทันเรา เขาแอบแก้ถุงเงินออกก็เห็นมีแต่ก้อนกรวด รู้ว่าที่แท้เราโยนผิดถุง ก็เกิดความผิดหวังเสียใจนอนกอดเตียงใจห่อเหี่ยวอยู่

ไม่นานจากนั้น เทวดาใช้อานุภาพให้ปลาตัวใหญ่นั้นว่ายไปติดแหนของชาวประมง พวกเขานำปลาไปวางขายในพระนคร เห็นว่าปลาตัวใหญ่มาก จึงตั้งราคา ๑,๐๐๐ กหาปณะ กับ ๗ มาสก ถูกต่อว่าต่อขานจากประชาชนว่า ขายราคาแพงมาก เกิดมาไม่เคยเจอ แล้วไม่มีใครซื้อไป พวกเขานำปลาไปร้องขายหน้าเรือนของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ออกมาถามว่าขายยังไง?

ตอบว่า ถ้าท่านให้ ๗ มาสก ก็นำปลาไปเถอะ, ถามว่า พวกท่านขายแก่คนอื่นตั้งราคาเท่าไหร่? ตอบว่า ๑,๐๐๐ กหาปณะกับอีก ๗ มาสก

พระโพธิสัตว์จ่ายเงินไป ๗ มาสกแล้วให้ภรรยาทำปลาเป็นอาหาร นางผ่าท้องปลาเจอถุงเงินหนึ่งพัน รีบบอกแก่สามี เขาเห็นถุงใส่เงินและจำนวนเงิน จำได้ว่าเป็นเงินของเราเอง คิดว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ เงินของเราย่อมเป็นของเรา ชาวประมงตั้งราคาขายแก่คนอื่นตั้งหนึ่งพันกับ ๗ มาสก พอมาถึงเรากลับขาย ๗ มาสก เป็นเรื่องที่พูดให้ใครฟังก็คงไม่มีใครอยากเชื่อว่าปลาราคาหนึ่งพัน เราซื้อได้ด้วยเงิน ๗ มาสก

แล้วคิดว่า เราอาศัยอะไรหนอจึงได้กหาปณะที่ตกน้ำคืนมา? เทวดารู้ความคิดนั้นแล้วปรากฏกายยืนอยู่ในอากาศกล่าวกับเขาว่า “เราเป็นเทวดาประจำอยู่ในแม่น้ำคงคา ตัวท่านได้ให้อาหารแก่ผูงปลา แล้วอุทิศส่วนบุญให้เรา ด้วยเหตุนั้นเราจึงมาอารักขาเงินของท่านไว้” แล้วกล่าวว่า

“ท่านได้ให้อาหารแก่ฝูงปลา แล้วอุทิศส่วนบุญให้แก่ข้าพเจ้า เราระลึกถึงส่วนบุญนั้น แล้วนึกถึงความนอบน้อมที่ท่านได้กระทำแล้ว จึงรักษาทรัพย์ของท่านไว้”

จากนั้นเล่าถึงอุบายคดโกงของน้องชายให้พระโพธิสัตว์ฟัง

“ตอนนี้น้องชายของท่านนั้นนอนจิตใจแห้งเหี่ยวอยู่ ความเจริญย่อมไม่มีแก่ผู้มีจิตคิดร้าย ตัวเราคิดว่าทรัพย์ของท่านอย่าได้พินาศไป จึงได้นำทรัพย์มาให้ท่าน ท่านอย่าแบ่งเงินให้น้องชายเลย จงเก็บไว้คนเดียวทั้งหมดนั่นแหละ”

    แล้วกล่าวอีกว่า…

“ผู้มีจิตคิดร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่นับถือเขา, ผู้ใดทำกรรมชั่วยักยอกเอาทรัพย์สมบัติของบิดามารดา ทั้งไม่ต้องการมอบให้แก่พี่ชาย น้องชาย เทวดาทั้งหลายย่อมจะไม่นับถือเขา”

    เทวดากลับไปแล้ว พระโพธิสัตว์คิดว่า เราไม่อาจเก็บเงินไว้ใช้คนเดียวได้ จึงแบ่งเงินให้น้องชายไป ๕๐๐ กหาปณะ

ดู มัจฉทาน (มัจฉุททาน) ชาดก : ขุ, ชา.ติกนิบาต ข้อ ๔๖๓-๕, ชา.อ.๑/๔/๒๒๔-๘

 

คติสำคัญของเรื่อง

ความกตัญญูกตเวที ไม่ได้มีเฉพาะในหมู่มนุษย์