ในกรุงสาวัตถี มีครอบครัวผู้ดีชาวสาวัตถีครอบครัวหนึ่ง บุตรชายของครอบครัวเป็นอุบาสกนับถือพระรัตนตรัย เป็นผู้มีมารยาทดี ดูแลบิดามารดาดุจบูชาเทวดา เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้ว เขาก็เลี้ยงดูมารดาเป็นอย่างดี เช่น จัดน้ำล้างหน้า น้ำบ้วนปาก ไม้สีฟัน น้ำอาบ น้ำล้างเท้า จัดข้าวยาคูและอาหารให้ เป็นต้น

ต่อมา มารดารู้สึกสงสารบุตรชายที่วันๆ ทำแต่การงาน ทั้งนอกเรือนและในเรือนมากมายไม่ว่างเว้น จึงเอ่ยปากให้เขาหาหญิงสาวจากตระกูลที่เสมอกัน (มีทรัพย์และชาติสกุล เป็นต้น เสมอกัน) มาเป็นภรรยา ซึ่งเมียของลูกจะได้ดูแลแม่  ส่วนตัวลูกก็จะได้ทำการงานภายนอกได้อย่างสะดวก

อุบาสกบุตรชายกล่าวปฏิเสธว่า “แม่ครับ ผมมีความสุขดีที่ได้ดูแลแม่ ถ้าผมมีเมีย เมียก็เป็นคนอื่น จะดูแลแม่ได้ดีอย่างผมหรือ” มารดาให้เหตุผลที่ลูกชาย ควรมีภรรยาว่า “เจ้าจะได้มุ่งทำการงานภายนอกเรือน ตระกูลของเราจะได้เจริญยิ่งขึ้น” อุบาสกแย้งว่า “ผมไม่ต้องมีเมีย ผมก็ดูแลแม่ได้ หลังจากแม่ตายแล้วผมก็จะบวช”

มารดายังคงต้องการให้ลูกมีเมีย เพื่อที่เมียจะได้แบ่งเบาภาระลูก ไม่ได้สนใจในเหตุผลของลูกชาย ได้สู่ขอสตรีจากตระกูลที่มีชาติตระกูลเสมอกันกับตระกูลของตนเองมาให้เป็นภรรยาบุตรชาย ซึ่งอุบาสกก็มิได้คัดค้านมารดาอีก และได้อยู่ร่วมชีวิตกับหญิงคนนั้น

หญิงนั้นมาเป็นภรรยาของอุบาสกอยู่ในเรือน มีความคิดว่า “สามีของเราบำรุงเลี้ยงแม่ด้วยความอุสาหะมาก เราเป็นเมียของเขาแล้ว เราก็ควรช่วยดูแลแม่ของเขาให้ดี สามีจะได้รักเรามากๆ” คิดดังนั้นแล้วจึงดูแลมารดาสามีด้วยความรักและเคารพดุจมารดาของตนเองทีเดียว

เวลาผ่านไป อุบาสกเห็นว่าภรรยาของตนดูแลแม่เป็นอย่างดี แต่นั้นมาเขาก็จัดหาของใช้ของกินดีๆ มาให้ภรรยาสม่ำเสมอเพียงคนเดียว หวังว่าเมียจะจัดสรรของกินของใช้ให้ถึงมือมารดาได้โดยดี ภรรยาได้รับของดีของอร่อยๆ บ่อยๆ ก็เกิดความเข้าใจผิดว่า “เขาคงต้องการขับไล่แม่ออกจากเรือนแน่ๆ ถึงไม่ให้ของดีๆ แก่แม่ เราจะช่วยเขาเอง เราจะทำแผนให้แม่ออกไปจากเรือน”

วันต่อมานางจึงบอกแก่สามีว่า “พี่จ๋า ตอนพี่ออกไปข้างนอก แม่ของพี่ด่าฉัน” อุบาสกฟังแล้วไม่ได้พูดอะไรๆ นางคิดว่าสามีเรายังไม่มีปฏิกิริยาอะไร เราควรจะใช้แผนเบียดเบียนกลั่นแกล้งแม่ผัวให้ทนไม่ได้ หนีออกจากบ้านไปเอง

จากวันนั้น นางก็ไม่เอาใจแม่ผัวอีก แม้ทำการเลี้ยงดูก็ไม่ทำอย่างประณีต เช่น ป้อนข้าวยาคูที่ร้อนจัด เย็นจัด เค็มจัด จืดไร้รสชาติ เมื่อแม่สามีบอกกล่าวว่า ร้อนมาก หรือเย็นจัด กินไม่ได้ นางก็จะโวยวายว่าคนแก่เอาแต่ใจ ใครจะเอาใจได้ถูก

ยามอาบน้ำ นางก็ใช้น้ำร้อนมาราดรดแม่ผัว บางครั้งก็ใช้น้ำเย็นมาราดรด เมื่อมารดาสามีร้องเตือน นางก็โวยวายว่าเอาใจยากเสียจริงๆ

ยามจัดปูที่หลับที่นอน นางก็ปูลาดผ้าที่มีตัวเรือด แม่ผัวนอนแล้วถูกเรือดกัด ก็สู้อดกลั้นอยู่ ไม่บีบไม่บี้ไม่ฆ่าตัวเรือด เพราะความที่ตนเป็น “มหาอุบาสิกา” อดทนถูกตัวเรือดรบกวนอยู่ถึงเช้า ก็บอกลูกสะใภ้ว่า แม่ถูกตัวเรือดกัดทั้งคืน นางก็เถียงว่า เมื่อวานฉันได้จัดการทำความสะอาดที่นอนให้แม่แล้ว ใครเล่าจะทนคนอย่างแม่ได้

ต่อมานางก็แกล้งบ้วนน้ำลาย น้ำมูก เรี่ยราดทั่วพื้นบ้าน สามีมาเห็นถามว่าใครทำเรือนสกปรก นางก็กล่าวเท็จว่า “แม่ของพี่เป็นคนทำ ฉันห้ามไม่ให้ทำ ให้บ้วนน้ำลาย เป็นที่เป็นทาง แม่ก็ไม่ฟัง แล้วพาลทะเลาะกับฉัน ฉันไม่อาจจะอยู่ร่วมกับแม่ของพี่ได้อีกต่อไปแล้ว พี่จะเลือกแม่หรือเลือกฉัน ให้อยู่ในเรือนกับพี่?”

อุบาสกฟังคำแล้วกล่าวว่า “น้องจ๋า เธอยังอยู่ในวัยสาว ออกจากบ้านหลังนี้ไปดำเนินชีวิตต่อไปได้ ส่วนแม่ของพี่แก่ชรา ทั้งทุพพลภาพด้วย แม่มีฉันเพียงคนเดียว ฉันเป็นที่พึ่งของแม่ น้องจงกลับไปอยู่กับครอบครัวน้องเถิด” ภรรยาฟังแล้วรู้สึกเสียใจ และคิดว่า “เรารักเขามาก ถ้าเราไม่มีเขา เราก็คงทุกข์ทรมานใจ สามีเราไม่อาจแยกจากมารดาได้ มารดาเป็นที่รักของเขามาก ถ้าเรากลับไปบ้านพ่อแม่ เราก็เป็นหม้าย เราควรจะปรนนิบัติแม่ผัวให้สมบูรณ์เหมือนตอนแรกๆ จะดีกว่า”

แล้วนางก็กราบขอโทษแม่สามีและตัวสามี ให้คำสัญญาว่าจะไม่ให้แม่สามีและตัวสามีมีความทุกข์อีก แต่นั้นนางก็ปรนนิบัติแม่ผัว ปรนนิบัติสามี และทำการงานในเรือนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลย

วันหนึ่ง อุบาสกได้ไปยังพระเชตวันวิหารเพื่อฟังธรรม กราบถวายบังคมแล้วนั่ง พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “อุบาสก ท่านยังไม่ประมาทในการทำบุญกุศลอยู่ไหม? ยังทำกิจบำรุงดูแลมารดาบิดาอยู่ไหม?” อุบาสกจึงกราบทูลเรื่องภรรยาของตนให้ทรงทราบ

พระพุทธเจ้าทรงสดับแล้วตรัสว่า…

“อุบาสกชาตินี้ท่านไม่ได้เชื่อ และไม่ได้ทำตามคำภรรยา
ไม่ได้ขับไล่มารดาออกจากเรือน
แต่ว่าในปางก่อนท่านเคยเชื่อฟังคำภรรยา แล้วขับไล่มารดาออกจากเรือน
แต่ได้อาศัยโอวาทของเรา ไปนำมารดากลับมายังเรือน
แล้วบำรุงเลี้ยงมารดาอย่างดีต่อไป”

แล้วตรัสเล่า กิจจาโคตตนิชาดก (คือเรื่องที่ ๖๗)

คติสำคัญของเรื่อง

ภรรยาเป็นที่ตั้งแห่งกามสุข มีได้หลายคน
แม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุขในเรือน มีได้คนเดียว