ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ บุคคลนั้น เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นายนิรยบาลทั้งหลายต่างก็จับบุคคลนั้นที่แขน ไปแสดงแก่พญายมว่า

“ข้าแต่เทวะ บุรุษผู้นี้เป็นคนไม่เกื้อกูลมารดา บิดา สมณะ พราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล ขอพระองค์จงลงทัณฑ์แก่บุรุษนี้เถิด”

พญายมจึงซักไซ้ไล่เลียงถามถึง เทวทูตที่หนึ่ง กับบุรุษนั้นว่า

“ดูก่อนพ่อ เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่หนึ่ง ซึ่งปรากฎอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ”

บุรุษนั้นตอบว่า “ไม่ได้เห็นเจ้าข้า”

“เจ้าน่ะ เป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า

ถึงตัวเราก็มีความแก่เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
มา! เราจะทำความดีด้วยกายวาจาใจเถิด”

บุรุษนั้นตอบว่า “เปล่าเลยเจ้าข้า มัวประมาทเสีย”

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตหนึ่งแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียง เทวทูตที่สอง ว่า

“เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สองอันปรากฎอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ”

บุรุษนั้นตอบว่า “ไม่ได้เห็นเจ้าข้า”

“เจ้าไม่ได้เห็นบ้างหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่ป่วย เจ็บไข้ นอนเกลือกปัสสาวะ อุจจาระของตน มีคนช่วยพยุงให้ลุกให้นอน”

บุรุษนั้นตอบว่า “ได้เห็นเจ้าข้า”

“เจ้าน่ะ เป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า

ถึงตัวเราก็มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา

ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
มา! เราจะทำความดีด้วยกายวาจาใจเถิด”

บุรุษนั้นตอบว่า “เปล่าเลยเจ้าข้า มัวประมาทเสีย”

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตหนึ่งแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียง เทวทูตที่สาม ว่า

“เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สองอันปรากฎอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ”

บุรุษนั้นตอบว่า “ไม่ได้เห็นเจ้าข้า”

“เจ้าไม่ได้เห็นบ้างหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่ตายแล้ว หนึ่งวันบ้าง… สองวันบ้าง… สามวันบ้าง ขึ้นพอง เขียว น้ำเหลืองไหล”

บุรุษนั้นตอบว่า “ได้เห็นเจ้าข้า”

“เจ้าน่ะ เป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า

ถึงตัวเราก็มีความตายเป็นธรรมดา

ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
มา! เราจะทำความดีด้วยกายวาจาใจเถิด”

บุรุษนั้นตอบว่า “เปล่าเลยเจ้าข้า มัวประมาทเสีย”

“เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจเลย เพราะมีความประมาท แน่ละ เขาจะต้องทำกับเจ้าตามฐานที่เจ้าประมาท ก็แต่ว่า บาปกรรมนั้นน่ะ มารดาบิดามิได้ทำให้เจ้าเลย พี่น้องชาย พี่น้องหญิงก็มิได้ทำให้ มิตรสหาย ญาติสาโลหิตก็มิได้ทำให้ เทวดาก็มิได้ทำให้ สมณะพราหมณ์ก็มิได้ทำให้”

“เจ้าทำเองแท้ๆ เจ้าจะต้องรับผลของบาปกรรมนั้นเอง”

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สามกับบุรุษนั้นแล้วก็นิ่งอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนายนิรยบาลจะทำพันธนาการกับบุรุษนั้น คือ เอาตะปูเหล็กแดงตรึงมือ ๒ ข้าง เท้า ๒ ข้าง และกลางอก บุรุษนั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้า หนัก เผ็ดร้อนอยู่ ณ ที่นั้นและไม่ตายตลอดเวลาที่บาปกรรมยังไม่สิ้น

พวกนายนิรยบาลจับบุรุษนั้นนอนลง แล้วถากด้วยขวาน ตั้งเอาเท้าขึ้นศีรษะลง แล้วถากด้วยพร้า จับเอาเทียมรถให้แล่นไปบนพื้นอันร้อนลุกเป็นเปลวไฟโชติช่วง บังคับให้ขึ้นลงบนภูเขาเถ้าถ่านอันร้อนลุกโชน จับเอาเท้าขึ้นศีรษะลง ทุ่มลงไปในกระทะทองแดงอันร้อนเดือดลุกเป็นไฟ บุรุษนั้นถูกต้มอยู่ในนั้นจนตัวพอง เมื่อถูกต้มจนตัวพองอยู่ในนั้น บางทีก็โผล่ขึ้นมา บางทีก็จมลงไป บางทีก็ลอยขวางไป บุรุษนั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้า หนัก เผ็ดร้อนอยู่ ณ ที่นั้น และไม่ตายตราบเท่าที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้น

พวกนายนิรยบาลจับบุรุษนั้นลงไปยัง มหานรก ก็มหานรกนั้น มีสี่มุม สี่ประตู แบ่งออกเป็นส่วนๆ มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบด้วยเหล็ก พื้นก็ล้วนไปด้วยเหล็กแดง ร้อนลุกโชนแผ่ความร้อนไปถึง ๑๐๐ โยชน์โดยรอบอยู่ตลอดกาล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีแล้ว ความปริวิตกนี้ได้มีแก่พญายมว่า

“เจ้าประคุณ… ขอให้ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นมนุษย์เถิด ขอพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงบังเกิดขึ้นในโลก ขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นพึงทรงแสดงธรรม ขอให้ข้าพเจ้าพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยเถิด พระเจ้าข้า”

“ชนเหล่าใดถูกเทวทูตเตือนแล้ว ประมาทอยู่
ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงหมู่สัตว์อันเลว
เศร้าโศกสิ้นกาลนาน

ส่วนชนเหล่าใดเป็นสัตบุรุษ ผู้สงบระงับในโลกนี้
อันเทวทูตตักเตือนแล้ว
ไม่ประมาทในธรรมของพระอริยะในกาลไหนๆ
เห็นภัยในความถือมั่น
อันเป็นเหตุแห่งชาติ และมรณะ
แล้วไม่ถือมั่น
หลุดพ้นในธรรมเป็นที่สิ้นชาติ และมรณะ

ชนเหล่านั้นเป็นผู้ถึงความเกษม มีสุข
ดับสนิทในปัจจุบัน ล่วงเวร และภัยทั้งปวง
ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้”