คำถามที่ ๒๙

ความเครียดจากการแข่งขันในที่ทำงาน งานที่ต้องก้าวหน้าตลอดไม่หยุดนิ่ง เราเดินช้ารุ่นน้องแซง ทำให้เครียดมาก ท่านมีคำแนะนำอย่างไร

คำตอบ

อาตมาเชื่อว่าเรารักงานของเรา และพยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราก็น่าจะต้องก้าวหน้าไม่ได้หยุดนิ่ง อาตมาที่ไม่ได้อยู่ในวงการธุรกิจ แต่สงสัยว่าจำเป็นไหมที่ต้องคอยดูว่าคู่แข่งเขาทำอะไรกัน จำเป็นมากน้อยแค่ไหน ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะทำงานของเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ สร้างบรรยากาศในที่ทำงานที่เอื้อต่อการทำงานอย่างสมานสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าเรามองในตัวเองหรือคนอื่นในลักษณะเป็นคู่แข่งด้วยความเครียด ความเครียดนั่นแหละเป็นตัวที่ทำให้การงานเราไม่ก้าวหน้า เพราะเราเครียดเราคิดอะไรไม่ออก แล้วก็ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างมักจะเสียหรือมีปัญหาเพราะเครียดแล้วก็โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย เดี๋ยวก็เกิดเรื่องน้อยใจกันไม่พอใจกันหรือว่าเครียดแล้วความคิดก็ไม่ค่อยรอบคอบ นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนในที่ทำงานต้องคอยสังเกต

ทำอย่างไร เราจึงจะรักษาความขยันหมั่นเพียรความตั้งใจ การทำการงานให้เจริญก้าวหน้าโดยไม่มีผลกระทบต่อจิตใจมากเกินไป ก็คงต้องมีอยู่เป็นบางครั้งเหมือนกัน ถือว่าเป็นโทษในการทำงานในทางโลก เพราะว่าบางครั้งต้องแข่งขับเวลา เวลามีจำกัดต้องทำภายในกำหนด อันนี้ก็คงต้องอดทน แต่ว่าสำหรับผู้ที่ทำสมาธิภาวนาทุกวัน ขยันฝึกจิต แล้วก็สามารถอยู่ในภาวะที่น่าจะเครียดแต่เครียดน้อยและไม่ค่อยเครียด เพราะอย่างน้อยเครียดก็รู้สึกผ่อนคลายได้

เราต้องทำสมาธิจนถึงระดับขั้นเป็นที่พึ่งของเราได้ ถ้านานๆ ทำทีหรือไม่สม่ำเสมอก็เป็นที่พึ่งเราไม่ได้ แต่ถ้าเราทำอย่างสม่ำเสมอ พอรู้สึกเครียด เราหาเวลาเข้าไปนั่งสมาธิ ออกมาสดชื่นทำงานต่อ ถ้า ๓๐ นาทีมากเกินไป ขอแค่ ๑๕ นาทีก็ยังดี เพียงแต่ว่าเราหยุดดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออกให้สบายแล้วก็เริ่มต้นใหม่ บางทีแค่นั้นก็พอ

คนเรายังไม่เชื่อเรื่องพลังสมาธิเท่าที่ควร มันเป็นของอัศจรรย์มาก เราไม่ต้องสงบนิ่งมากเพียงแต่เราผ่อนคลายวางไว้ชั่วคราว เหมือนถือกระเป๋าหนัก วางไว้ก็หายเหนื่อย แล้วมาหยิบกระเป๋าเดินทางต่อมันก็ช่วยได้ ต้องพยายาม อย่างน้อยมองว่าเป็นเรื่องกีฬา เป็นกีฬาชีวิต และอย่าลืมเป้าหมายชีวิต เป้าหมายสูงสุดคืออะไร เปรียบเทียบระหว่างที่ได้กำไรเป็นตัวเงินพอสมควร และมีจิตใจสบายและสงบพอควร กับการได้กำไรเป็นเงินมหาศาล แต่จิตใจเราแย่อะไรจะดีกว่ากัน บางทีต้องชั่งน้ำหนักบางทีต้องยอมแพ้เขาบ้าง แต่ไม่ใช่แพ้จนเกิดความเสียหาย หรือว่าหยุดนิ่ง

ในบางครั้งก็รู้สึกว่างานชิ้นนี้ถ้าทำแล้วอาจจะได้แต่ว่าไม่ไหว บางครั้งก็ไม่ต้องเป็นที่หนึ่งในทุกๆ อย่าง เป็นที่สองที่สามบ้างก็ไม่เป็นไร ให้เราอย่าเสียอุดมการณ์ในการทำงานในลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชีวิต เราถือว่าในการทำงานนอกจากให้ดี ให้ประสบความสำเร็จได้ผลงานแล้ว เราต้องการผลสำเร็จทางจิตใจของเราด้วย ต้องการผลสำเร็จในการสร้างชุมชนที่มีศักยภาพ ชุมชนที่มีความเคารพซึ่งกันและกัน เราทำงานอย่างนี้เราก็ได้บุญ ถ้าทุกคนในที่ทำงานมีลักษณะเป็นครอบครัวเคารพซึ่งกันและกัน ทำงานด้วยความสนุก ด้วยความรู้สึกเป็นมิตร ด้วยความสุข ยอมเสียสละเพื่อส่วนรวม นอกจากกำไรที่เป็นเงินเป็นทองแล้ว ยังได้กำไรที่เป็นนามธรรม ได้บุญด้วย ถ้าเราหาความพอดีระหว่างกำไรทางด้านวัตถุกับกำไรทางด้านจิตใจทั้งของเรา ลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน มันน่าจะเป็นทางสายกลางที่พอดี

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร