คำถามที่ ๒๒

คนทุกคนมีข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง การที่เราทำแต่สิ่งที่ดีประพฤติดีให้คนอื่นเห็น แต่ไม่ได้ประพฤติข้อด้อยข้อบกพร่องของเราให้ผู้อื่นรู้ ทำให้คนอื่นคิดว่าเราดี อย่างนี้จะเป็นการโกหกหรือไม่

คำตอบ

เราทราบว่าจิตใจเรามีผลต่อการพูดและการกระทำ แต่ว่าจิตมาก่อนใช่ไหมเราจึงพูดจึงทำ แต่ในขณะเดียวกันการกระทำและการพูด ก็มีผลต่อจิตใจ ยกตัวอย่างในเรื่องของศีล ถ้าเรารักษาศีลข้อแรกอย่างเคร่งครัด จะสังเกตคือต้องงดเว้น คิดจะฆ่าคิดจะทำอะไรก็ไม่ทำ จะทำให้ความรู้สึกต่อสัตว์เปลี่ยนไป เพราะการงดเว้น เพราะเจตนาจะงดเว้น การกระทำในการพูดคือการสรรเสริญ ถ้าเรามีการกระทำหรือการพูดในสิ่งที่ดี ก็เป็นการสรรเสริญสิ่งที่ดี ถ้ามีการกระทำหรือการพูดตามอำนาจของสิ่งที่ไม่ดี ก็เป็นการสรรเสริญสิ่งที่ไม่ดี อันนี้คือหลักการอย่างหนึ่ง เราก็มีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี แต่เราต้องการให้พ้นจากสิ่งที่ไม่ดีเหลือแต่สิ่งที่ดี วิธีการก็ต้องใช้อาวุธหลายอย่าง ใช้วิธีการหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งก็คือ สิ่งที่ไม่ดีให้มันอยู่ที่จิตใจอย่างเดียว อย่าเพิ่งแสดงออกภายนอก แล้วก็จะทำให้พลังของสิ่งที่ไม่ดีนั้นค่อยๆ ลดถอยลง

ในขณะเดียวกันการไม่ทำตามกับไม่พูดตามไม่ได้หมายความว่าเราปิดบังอำพราง ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ดีแล้วควรจะยอมรับ ยอมรับผิด อย่างนี้ก็ถือว่าไม่โกหก แต่ไม่ใช่ว่าทำอะไรไม่ดีแล้วต้องเที่ยวประกาศให้ทุกคนทราบ นี่ก็รู้สึกจะไม่จำเป็น พระพุทธองค์เคยตรัส เรื่องนี้ท่านสอนเรื่องความแตกต่างระหว่างบัณฑิตกับพาลในหลายกรณี เรื่องการพูดท่านบอกว่าพาลชอบพูดถึงเรื่องที่ไม่ดีของคนอื่น แม้ไม่มีคนถาม เขาจะพูดก่อน แล้วพูดอย่างละเอียดด้วย ไม่เบื่อไม่มีสรุปไม่มีสังเขปพูดทั้งหมดเลย แล้วอาจจะเกินความจริงด้วยซ้ำไป สิ่งที่ดีของคนอื่นไม่อยากพูดถึง ถ้าไม่มีใครถามจะไม่บอก ถึงจะรู้ก็ไม่อยากให้เขาทราบความดีของคนอื่น แต่ถ้ามีใครปรารภหรือใครถาม เราก็จะตอบอย่างสั้นที่สุด แต่เรื่องของตัวเองจะตรงกันข้าม ความไม่ดีของตัวเองไม่อยากให้ใครทราบ แต่ถ้ามีใครถามหรือว่าจำเป็นต้องพูดจะพูดให้สั้นที่สุด แล้วก็จะมีข้ออ้างมากมายด้วย แต่ถ้าจะพูดถึงความดีเทศน์ได้ทั้งวันทั้งคืน ตอนเริ่มต้นฉันก็ไม่มีอะไรนะ ฉันก็สร้างตัวเองด้วยความขยันหมั่นเพียรของตัวเองอะไรอย่างนี้ พูดเป็นความจริงของตัวเองสนุก แต่สนุกคนเดียวคนอื่นเขาไม่ค่อยสนุกหรอก อันนี้ก็ลักษณะของพาล

สำหรับนักปราชญ์ จะตรงกันข้ามทุกข้อ ปราชญ์ไม่อยากจะพูดถึงความไม่ดีของคนอื่น พยายามจะไม่พูด แต่ถ้าการไม่พูดนั้นจะมีผลกระทบต่อสถาบัน หรือผลกระทบต่อส่วนรวมบางทีต้องพูดเหมือนกัน แต่จะพูดอย่างสั้นที่สุด ไม่ได้พูดชวนให้เขาเกิดความโกรธจากอคติ และอาจจะมีความพยายามมองที่เหตุปัจจัยที่ทำให้เขาทำอย่างนั้น แต่ถ้าพูดถึงความดีของคนอื่นชอบ ชอบที่จะพูด นี่สังเกตไหม คนนั้นเขาน่ารักนะ เขาดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ใจเขาเองก็เป็นกุศล แล้วคนอื่นก็ค่อยๆ ชื่นใจด้วย ใช่ ไม่ได้สังเกตมาก่อน ใช่ ก็เลยมีความสุขในความดีของคนอื่น แล้วก็ชอบเปิดเผยชอบประกาศให้คนอื่นได้ทราบด้วย

ส่วนความไม่ดีของตัวเองยินดีจะเปิดเผยโดยที่คนอื่นยังไม่ถาม ก็พูดได้เลย เราจะเห็นครูบาอจารย์ ไม่ว่าหลวงพ่อชา ไม่ว่าท่านอาจารย์สุเมโธ ท่านเล่าถึงสมัยที่ท่านบวชใหม่ๆ ท่านมักจะเล่าถึงกิเลสของท่าน เราก็เคยอ่านเคยฟังท่านพูด ท่านจะพูดอย่างตลก วันหนึ่งท่านอาจารย์สุเมโธเล่าว่า ท่านโกรธพระองค์หนึ่งมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านก็เดินเข้าป่าแล้วก็เลือกต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วก็ ตูม! ท่านก็ชกต้นไม้ในป่า ไม่กล้าชกพระ

เรื่องทำนองนี้ท่านก็จะเล่าโดยไม่ปิดบัง เราก็ขำด้วย ได้กำลังใจด้วย เพราะเราเห็นว่าตอนท่านเริ่มต้นการปฏิบัติ ท่านก็มีปัญหามากเหมือนกัน ที่ท่านเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเป็นตั้งแต่เกิด ท่านเป็นด้วยการฝึกฝนอบรม หลวงพ่อชาก็เหมือนกันท่านไม่เคยคิดจะปิดบัง เพราะว่าอยากจะให้ทุกคนเห็นว่าท่านบริสุทธิ์ ท่านน่าเลื่อมใสทุกอย่าง ท่านก็ยินดีเพื่อประโยชน์คนอื่น แต่ความดีของท่านๆ จะพูดน้อยมาก ไม่อยากจะพูด ฉะนั้นเรามีความจริงใจก็คืออยู่ที่เจตนาของเรา ถ้าเราเห็นว่า การเปิดเผยข้อบกพร่องของเราเป็นสิ่งที่สมควร หรือว่าจะเป็นคติธรรมให้คนอื่น หรือจะเป็นการให้กำลังใจคนอื่น เราก็พูด ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับคนอื่น พูดแล้วไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่องไป

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร