หลวงปู่จันทา ถาวโร สมัยที่ท่านเดินธุดงค์จาริกแสวงหาสถานที่สัปปายะเพื่อบำเพ็ญภาวนา

คืนหนึ่ง ขณะที่ท่านนั่งภาวนาอยู่ มีเหล่าเทพบุตร เทพยดาเหาะลงมาจากภูเขาใหญ่ รูปร่างสวยงามเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ มากันนับร้อยๆ องค์ เมื่อมาถึงก็เข้ามากราบท่าน แล้วกราบขอรับพระไตรสรณคมน์ พร้อมทั้งอาราธนาศีล ๕ กับหลวงปู่จันทา

หลวงปู่สงสัย จึงถามเหล่าเทพยดาเหล่านั้นว่า

“พวกท่านจะรับไตรสรณคมน์ไปทำไมกัน”

เขาตอบพร้อมกันว่า

“ข้าแต่พระคุณเจ้า เป็นบุญใหญ่มากนะ เพราะพวกข้าพเจ้ามีพระไตรสรณคมน์ รักษาศีล ๕ ศีล ๘ กรรมบถ ๑๐ ประจำชีวิต อบายจึงไม่ได้ไป ไฟนรกจึงไหม้ไม่ได้ มีแต่สุคติโลกสวรรค์เท่านั้นเป็นที่ไป

ดังนั้น เมื่อพวกข้าพเจ้าเห็นท่านมาเจริญสมณธรรม จึงพากันมาขอรับพระไตรสรณคมน์ และศีล ๕ เพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึกเป็นหลักใจแก่ชีวิตของตนเอง เพื่อที่จะไม่ให้ของเก่านั้นเศร้าหมอง”

เมื่อให้พระไตรสรณคมน์ และศีล ๕ แก่พวกเทพยดาแล้ว เขาขอฟังธรรมเพื่อนำไปปฏิบัติ ก็เทศน์ให้ฟังอย่างย่อๆ ว่า

“นรชาติหญิงชายทั้งหลาย เมื่อเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้ว อบายไม่ได้ไปสิ้นแสนกัป เมื่อดับขันธ์แล้ว มีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปเบื้องหน้าอย่างแน่นอน เอวังฯ”

เทศน์ให้เขาฟังเท่านี้ แล้วถามเขาว่า

“โยม ขณะที่อาตมาเดินจงกรมตั้งแต่ ๖​โมงเย็น จนถึง ๕ ทุ่มนั้น ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับว่าภูเขาจะพังถล่มลงมา นั่นเป็นเสียงอะไร”

“ข้าแต่พระคุณเจ้า นั่นเป็นเสียงที่พวกข้าพเจ้าสาธุการส่วนบุญกับองค์ท่าน การเดินจงกรมได้บุญมาก ก้าวขาขวาลงสู่พื้นดิน นั่นพุทโธดังตึ้งนะ บุญมาก น่าอัศจรรย์ใจ พวกข้าพเจ้าทั้งหลายจึงมาขออนุโมทนาส่วนบุญกับท่าน”

จากนั้นก็ถามเขาต่อไปว่า

“เมื่ออาตมาไหว้พระ สวดมนต์ ด้วยความเคารพอย่างสูงสุดว่า อรหัง สัมมา สัมพุทโธ ภควาฯ แล้วเสียงที่เคยดังนั้นก็เงียบหายไป นั่นเป็นเพราะเหตุใด”

“ข้าแต่พระคุณเจ้า พวกข้าพเจ้าหยุดส่งเสียง ไม่ให้ไปกระทบ อรหัง สัมมา สัมพุทโธฯ นั้น เพราะกลัวจะเป็นบาป ได้แต่อนุโมทนาสาธุการส่วนบุญเท่านั้น ไม่ให้มีเสียงไปกระทบ อรหัง ผู้ไกลจากข้าศึกคือกิเลส สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบจะอุบัติบังเกิดขึ้นในโลกแต่ละกัปแต่ละกัลป์นั้นเป็นของยากยิ่ง เพราะการสร้างพระบารมีเป็นพระพุทธเจ้านั้นแสนยาก เมื่อทรงอุบัติขึ้น ก็นับเป็นโชคลาภอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ของพวกเรา จะไปสวดบนสวรรค์ก็ชนะทั้งนั้น จะไปสวดที่พรหมโลกก็ชนะทั้งนั้น จะไปสวดที่อเวจีมหานรก ไฟนรกก็ดับ น้ำร้อนแสบเย็นเค็ม ก็กลับกลายเป็นน้ำหวานเย็น ให้สัตว์นรกผู้หิวโหยเจ็บปวดทุรนทุรายได้ดื่มกินเป็นอาหารได้

“อรหังฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ สัมมาสัมพุทโธ เป็นของดีเลิศประเสริฐแท้นะท่าน พวกข้าพเจ้าถึงแม้ว่าจะได้ไปสวรรค์แล้ว แต่ก็ไม่ลืมไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนา เดินจงกรม บูขาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยึดเอาพระนิพพานเป็นที่ไปอยู่เป็นนิจ

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นธรรมที่ส่งผลให้ไปพระนิพพาน อย่างต่ำก็ไปสวรรค์ อย่างกลางก็ไปพรหมโลก อย่างสูงสุดวิมุตติหลุดพ้น คือ พระนิพพาน เป็นเบื้องหน้า”

“เพราะเหตุนี้แล พวกข้าพเจ้าจึงไม่กล้าทำเสียงใดๆ ให้ไปกระทบรบกวน”

“เมื่อเราอบรมศีลธรรม ทำคุณงามความดี สะสมบุญใส่ตนไว้แล้ว บุญเป็นของดีเลิศประเสริฐแท้ เป็นที่พึ่งอันหาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี จะบันดาลจิตใจของเราให้เป็นปราชญ์ ฉลาดรู้ว่าสิ่งใดหนอเป็นเสบียง เป็นปัจจัยแห่งพระนิพพานของเรา เราจะได้เร่งรีบตั้งใจขวนขวายสะสมบุญกุศล ใส่กาย วาจา ใจ ของตนไว้ นอกนั้นแล้ว ไม่มีสิ่งใดจริงแท้แน่นอนอะไรสักอย่างเลย พระคุณเจ้า”

เมื่อเขากล่าวจบ ก็กราบลาหลวงปู่ แล้วเหาะกลับขึ้นภูเขาไป