ครั้งหนึ่ง พระนันทิยะ แสดงธรรมแก่พระองคุลีมาลดังนี้ว่า

“ผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงสั่งสอนให้ปล่อยวางทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และท่ามกลาง มิให้ติดอยู่ในอารมณ์อันเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน

อารมณ์ที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจอันใดเกิดขึ้นจงปล่อยวางให้เป็นกองๆ ไว้ ณ ที่นั้น อย่านำมาเก็บ มาแบกไว้

“เขาด่าว่าเราบนบก จงกองคำด่านั้นไว้บนบก
อย่านำติดตัวไปในน้ำ

เขาด่าว่าเราในน้ำ จงกองคำด่านั้นไว้ในน้ำ
อย่านำติดตัวไปบนบก

เขาด่าว่าเราในเมือง จงกองคำด่านั้นไว้ในเมือง
อย่านำติดตัวมาจนถึงเชตวนารามนี้”

ผู้ใดสรรเสริญเยินยอเรา ด้วยลาภสักการะและชื่อเสียง จงนึกว่าลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น เป็นผลของความดี หรือเกิดเพราะผู้อื่นสำคัญว่าเราดี ก็แต่ว่าผลของกรรมดีนั้นแล ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ไม่พิจารณา แล้วหลงใหลติดอยู่ในสิ่งนั้น จนกลายเป็นมัวเมาประมาทโดยแท้

ผู้ซึ่งถูกด่า ถูกว่า หรือประสบความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่งพึงปรารภความเสื่อมนั้นเป็นเหตุแห่งความสังเวชสลดใจ แล้วรีบทำความดีให้มากขึ้น เพื่อให้พ้นจากความเสื่อมนั้นๆ

หรือว่า ได้ประสบอารมณ์อันพึงใจ อันเป็นผลของความดีแล้วพึงชื่นชมในผลแห่งในความดีนั้น ในขณะเดียวกันก็ประกอบความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก เป็นการอาศัยความดีพอกพูนความดี ไม่ใช่อาศัยความดี แล้วทำลายตนเองด้วยการกระทำชั่ว

ผู้รู้จักถือเอาประโยชน์จากอารมณ์ที่น่าพอใจ และอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจได้เช่นนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญว่าเป็น

“บัณฑิต”