คำถามที่ ๑๕

พูดปดเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ เป็นบาปไหม เช่น ซื้อของให้ท่านราคาแพง เพราะอยากให้ท่านได้ใช้ของคุณภาพดี เมื่อท่านถามราคาก็บอกว่าไม่แพง

คำตอบ

น่าลองถามพวกเราดูนะว่าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ อ้าว ใครว่าบาปยกมือ บาปหรือไม่บาปประมาณครึ่งหนึ่งนะ ไม่ลงคะแนนกันก็มาก สงสัยจะคอยฟังว่าพระอาจารย์จะตอบว่าอย่างไร ก่อนอื่นเราต้องคุยกันเรื่องความหมายของ “บาป” ศาสนาที่มีพระผู้เป็นเจ้าจะถือว่าบุญและบาป คือเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าพอใจหรือไม่พอใจ สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าอนุญาตหรือไม่อนุญาต เป็นต้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบุญหรือบาป หรือสิ่งที่เรียกว่า ศีลคืออะไรบ้าง ก็ต้องศึกษาพระคัมภีร์ของศาสนานั้นๆ เราจึงจะรู้ ตัวเราเองไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะว่าเราเป็นสัตว์ผู้มีบาป รู้หลงอยู่เป็นธรรมดา ความดี ความชั่ว บุญหรือบาปในศาสนาเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พระศาสดาเป็นผู้กำหนดไว้ในคัมภีร์

แต่ของพระพุทธศาสนา เราเอาจิตใจของมนุษย์เป็นหลัก ไม่ได้เอาคัมภีร์เป็นหลัก เวลาที่สวดมนต์บทคุณธรรมก็มีคำว่า “สันทิฏฐิโก” นั่นหมายถึงว่าทุกคนสามารถรู้เห็นเข้าใจได้ด้วยตนเอง ในทางพุทธศาสนา เราเอากิเลสหรือความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นหลักในการตัดสิน เราจะเอาค่านิยมหรือความเชื่อของคนทั่วไปเป็นหลักไม่ได้ ถ้าสังคมเป็นสังคมสัมมาทิฐิ ทั้งร้อยเปอร์เซนต์ มันก็จะตรงกัน สิ่งใดที่สังคมสรรเสริญ สังคมอนุญาต เราก็รู้ว่าเป็นบุญทั้งหมด สิ่งใดที่สังคมห้ามหรือสัมคมตำหนิหรือผิดกฎหมาย ถ้าเป็นสังคมสัมมาทิฐิก็ถือว่าเป็นบาปหมด แต่ในบางกรณีไม่ใช่อย่างนั้น อย่างเช่น กฎหมายบ้านเมือง พระอริยะเจ้าไม่ใช่เป็นผู้ร่างกฎหมาย ผู้มีอำนาจของบ้านเมืองเป็นผู้ร่างกฎหมาย ผู้มีผลประโยชน์ด้านต่างๆ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย เราจะเอาคัมภีร์เป็นหลักไม่ได้ เราเอากฎหมายบ้านเมืองหรือรัฐธรรมนูญเป็นหลักก็ไม่ได้ เราจะเอาความเชื่อถือหรือค่านิยมของสังคมไม่ได้ แต่เราเอาความจริงภายในเป็นหลักได้

ความจริงคือการกระทำอันใด การพูดอันใด ความคิดอันใดประกอบด้วยกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลง ความขัดเคือง ความหงุดหงิดรำคาญ อารมณ์ทั้งหลายในทางลบที่อยู่ในข่ายของโทสะ เราก็เรียกรวมกันว่า ความโกรธ ถ้าเราทำอะไรด้วยเจตนาที่ประกอบด้วย ความโลภ ความโกรธ ความหลง เราเรียกว่า บาป เวลาที่เรารับศีล เรื่องบุญหรือบาป เราจะต้องมองดู ต้องรู้จักพิจารณาภายในว่าเรามีเจตนาอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีเจตนาที่จะให้คนอื่นเข้าใจสิ่งใดก็ตามที่คลาดเคลื่อนจากความจริงเท่าที่เราเข้าใจ คือตั้งใจให้เขาเข้าใจผิด นั่นก็ถือว่าเราผิดศีลข้อนี้ เพราะว่าเรามีเจตนาที่จะพูดสิ่งที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง ถามว่าบาปไหม ถ้าในกรณีนี้คืออยากให้ผู้ใหญ่สบายใจ เราก็เสียสละเงินทองของเราซื้อของดีให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยความรักความกตัญญูก็เป็นการกระทำที่น่าชม แต่เมื่อท่านถาม ถ้าเราตั้งใจให้ท่านเข้าใจว่าของราคาถูก ทั้งที่เป็นของแพง อย่างน้อยเราก็ต้องมีความรู้สึกอยู่บ้าง นิดๆ ใช่ไหม ก็ต้องมีความตะขิดตะขวงอยู่ในใจ อันนั้นก็คือความเศร้าหมองอย่างหนึ่ง

นี่คือผลเสียหรือว่าโทษของการพูดเท็จหรือการโกหก แม้ว่าเป็นในเรื่องเล็กน้อยหรือเป็นเรื่องการรักษาน้ำใจคนอื่น แต่คุณธรรมคือสัจจะบารมีของเราจะถูกเบียดเบียนเล็กๆ น้อยๆ ไปด้วย อย่างน้อยมันจะไม่เจริญงอกงามในระดับที่จะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ ถ้าเรายอมอนุโลมในเรื่องเล็กน้อย จะสังเกตตัวเองได้ว่าจิตใจหรือกิเลสของเรามันมีกำลังเพิ่มขึ้นมา เราจะกล้าคิด กล้าทำตามอำนาจกิเลสมากขึ้น คือสิ่งที่เราเห็นว่าจำเป็น หรือว่าสมควรที่จะพูดเท็จจะเพิ่มมากขึ้น เรื่องนี้ตอนเริ่มต้นก็ชัดเจนมาก คือเจตนาดีไม่อยากให้ท่านเป็นห่วงว่าเราใช้เงินมากเกินไป ไม่อยากให้ท่านมีความรู้สึกที่ไม่ดี แต่ว่าพอมันได้เริ่มแล้วม้นจะแผ่ขยายออกไปอีก นี่แหละโทษอยู่ตรงนี้ เพราะว่ามันไม่ได้จบอยู่แค่นี้ ความรักสัจจะซึ่งเป็นคุณธรรมที่งดงามจะลดน้อยลง เพราะว่ามันมียกเว้นไว้แล้ว

บางครั้งเราอาจจะโน้มน้าวใจตัวเองไว้ก่อนว่า ที่เราพูดเท็จนั้นเพราะไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจ หรือเราโกหกหรือหลอกลวงตัวเองว่าทำเพื่อคนอื่น ที่จริงอาจจะไม่ใช่ อาจจะเป็นว่ากลัวยุ่ง ขี้เกียจอธิบาย หรือว่าอาจจะเป็นที่เหตุผลอย่างอื่นที่ไม่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซนต์ อาจจะบริสุทธิ์สักเจ็ดสิบ หกสิบเปอร์เซ็นต์ หรือว่าบางทีไม่ใช่เลยก็มี อานิสงส์หรือประโยชน์ของศีลแต่ละข้อเพื่อเป็นมาตรฐานที่ชัดเจน ที่ไม่ขึ้นอยู่กับความคิดของเรา ความต้องการของเราหรือว่ากิเลสทั้งหลายของเรา จะทำให้เราไม่ต้องคิดมาก

ถ้าไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนอาจเกิดเรื่อง ถ้าพูดแล้วคนอื่นอาจจะไม่ชอบเรา เขาอาจจะโกรธเรา เราอาจจะมีปัญหาอะไรซักอย่าง จะพูดดีไหมหนอ ไม่พูดดีไหมหนอ จิตใจไม่สงบแล้ว กำลังจะวุ่นวายแล้ว แต่ถ้าเรามีมาตรฐานที่ชัดเจนแล้วว่ายังไงๆ ก็ไม่พูดเท็จ ไม่โกหก สติปัญญาที่เกิดขึ้นว่าในเมื่อการพูดความจริงอาจจะมีผลไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ทำอย่างไรเราจึงจะแก้ปัญหาหรือป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นโดยไม่เสียศีล อันนี้มันจะไม่วุ่นวายเหมือนในกรณีที่คิดว่า เอ๊ะ จะพูดจริงดีไหมหนอ หรือจะพูดเท็จดี อย่างนี้ไม่สงบ แต่ถ้ามีมาตรฐานว่าไม่โกหกเป็นอันขาดเป็นมาตรฐาน จากนั้นจึงมาคิดว่าพูดอย่างไรเราจึงจะไม่ให้เขาเสียน้ำใจ เสียกำลังใจ นี่คือทางออกของผู้ที่ใช้ปัญญา

ในกรณีนี้เราต้องใช้ปัญญาในการรักษาศีล คือไม่ใช่เด็ดขาดหรือจบเบ็ดเสร็จว่าต้องอย่างนี้ๆ แต่ว่าเป็นมาตรฐาน ซึ่งเมื่อเราจะประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันต้องใช้สติปัญญา แต่ถ้าเรารักษาได้เราก็มีความสุข เราควรจะสำรวจศีลของตัวเองบ่อยๆ ถ้าทบทวนศีลของตัวเอง รู้สึกว่าวันนี้ หรือหลายวันที่ผ่านมา ศีลเราบริสุทธิ์ ถ้า ๑๕ วันที่ผ่านมา มั่นใจว่าไม่เคยโกหกใคร ไม่เคยพูดเท็จกับใครไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ มีความสุขมากๆ นะ มีความภาคภูมิใจ รู้สึกเคารพนับถือตัวเองเพิ่มมากขึ้น ครูบาอาจารย์เปรียบความรู้สึกเหมือนไหว้ตัวเองได้ นี่ก็คืออานิสงส์ของการรักษาศีล สัจจะบารมีเจริญงอกงาม ความเชื่อมั่นในตัวเองก็เพิ่มมากขึ้น คราวหน้าถ้าท่านถามว่า โอ้ ของนี้ดูดีนะ แพงไหมลูก เราก็บอกว่า ของคุณภาพดีสมราคาครับ (ค่ะ)!

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑”