กายนี้ดั่งท่อนไม้

ณ กุฏิกลางป่า พระอาพาธรูปหนึ่งนอนซมอยู่ ไม่มีคนดูแล จนกระทั่งวันหนึ่ง

“ติสสะ”

มีเสียงเรียกดังขึ้น เจ้าของชื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองตามเสียงสายตาพร่ามัว พิษของโรคทำให้ปวดร้าวไปทั่วร่าง ผู้ที่ร้องเรียกเข้าใจความจริงข้อนี้ดี จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ

“โอ้… พระผู้มีพระภาค” พระติสสะอุทานอยู่ในลำคอ

“ตถาคตมาเยี่ยม” พระพุทธองค์ตรัสบอก

พระติสสะพยายามยกศีรษะ เพื่อจะลุกขึ้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะมือและเท้าเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว

“นอนเถอะ ติสสะ”

พระพุทธองค์ตรัส พลางทอดพระเนตรไปทั่วร่างกายของท่านติสสะ ซึ่งเต็มไปด้วยเลือดและน้ำหนอง ส่งกลิ่นเหม็น

พระติสสะป่วยด้วยโรคพุพอง ครั้งแรกมีตุ่มขึ้นเป็นเม็ดเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดทั่วร่าง ต่อมาตุ่มขยายใหญ่ขึ้น เท่าเมล็ดถั่วเขียว จากขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ตุ่มก็โตขึ้นโดยลำดับ จนมีขนาดเท่าผลมะตูมอ่อน แล้วแตกออก ทั่วตัวมีแผลพรุนไปหมด เลือดและน้ำเหลืองไหลเยิ้ม บาดแผลกินลึกลงไปถึงกระดูก ภายหลังชนทั้งหลายพากันเรียกท่านว่า “ปูติคัตตติสสะ” แปลว่า ติสสะผู้มีกายเน่า

“เธออยู่คนเดียวหรือ” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม

พระติสสะพยักหน้ารับคำ

ความจริงในตอนแรก พระภิกษุต่างผลัดเปลี่ยนกันมาดูแล แต่ครั้นโรคกำเริบขึ้น แตกเป็นแผลพุพองไปทั่วตัว พระเหล่านั้นรู้สึกรังเกียจ จึงได้ทิ้งท่านไปทีละรูปๆ จนในที่สุดไม่มีใครเหลืออยู่เลย

“ติสสะ” พระพุทธเจ้าตรัสเรียกด้วยพระสุรเสียงอันอ่อนโยน

“อย่ากังวลไปเลย ตถาคตจะอยู่กับเธอเอง”

ด้วยพระดำรัสอันเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระติสสะน้ำตาไหลอาบแก้ว

“ข้าพระองค์ขอกราบแทบพระบาท” พระติสสะถวายอภิวาทด้วยวาจา

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังโรงไฟ ทรงล้างหม้อน้ำ ตักน้ำใส่ ก่อไฟ แล้วยกหม้อน้ำขึ้นตั้งบนเตา จนกระทั่งน้ำเดือด

เมื่อภิกษุที่พำนักอยู่ในป่าเดียวกันกับพระติสสะ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา จึงพากันมาเฝ้า

พระพุทธองค์เสด็จกลับมาหาท่านติสสะอีกครั้ง ทรงยืนจับที่ปลายเตียง

“ตถาคตจะสรงน้ำให้เธอ ติสสะ” พระพุทธองค์ตรัส

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดเสด็จหลีกไปเถิด พวกข้าพระองค์จะยกไปเอง พระพุทธเจ้าข้า”

พระภิกษุหลายรูปเข้ามากราบทูล เมื่อเห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงท่าทีจะยกเตียงพระติสสะด้วยพระองค์เอง

ที่โรงไฟ พระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้นำรางน้ำมา ทรงยกหม้อน้ำร้อนลงจากเตา แล้วเทลงไปในราง

“จงเปลื้องจีวรของติสสะออก” ทรงมีรับสั่ง

พระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้นำจีวรของพระติสสะไปขยำลงในน้ำร้อน แล้วนำไปตากแดด

ขณะที่พระภิกษุนำจีวรของท่านติสสะไปตาก พระผู้มีพระภาคทรงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตามตัวของท่านติสสะ แล้วสรงน้ำให้

เมื่อจีวรแห้ง ทรงรับสั่งให้นำจีวรมาห่ม แล้วให้นำสบงของท่านไปซักตากแดดอีก ครั้นสบงแห้งแล้ว ก็ทรงรับสั่งให้นำกลับมานุ่งห่มให้ท่านตามเดิม

เมื่อเห็นว่าพระติสสะรู้สึกสบายตัวขึ้นบ้างแล้ว เลือดและน้ำเหลืองที่ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งเบาบางลงแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จไปประทับยืนอยู่ด้านเหนือศีรษะ

“ติสสะ” พระพุทธองค์ตรัสเรียก

พระติสสะค่อยๆ ลืมตาขึ้น พระผู้มีพระภาคยื่นพระหัตถ์ไปลูบศีรษะ แล้วตรัสว่า

“ร่างกายนี้ มิได้ตั้งอยู่นาน
ครั้นปราศจากวิญญาณ
อันเขาทิ้งเสียแล้ว
จักนอนทับซึ่งแผ่นดิน
ประดุจดังว่า
ท่อนไม้แลท่อนฟืน ฉะนั้น”

พระติสสะพิจารณาตาม ประจักษ์ในโทษแห่งกายนี้อย่างชัดแจ้ง รู้สึกสลดสังเวชในร่างกายของตน ได้บรรลุพระอรหัตผล แล้วกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า นิพพาน ณ ที่นั้นเอง

พระศาสดาโปรดให้กระทำสรีรกิจของท่าน ทรงเก็บอัฐิธาตุ แล้วให้ทำเจดีย์บรรจุไว้

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลพระบรมศาสดาว่า

“พระปูติคัตตติสสเถระไปบังเกิดในที่ไหน พระเจ้าข้า”

“เธอปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลาย”

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า กายของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตผลเห็นปานนั้น เกิดเป็นกายเน่าเพราะเหตุอะไรหนอ กระดูกทั้งหลายแตกเพราะเหตุอะไรหนอ อะไรเป็นปัจจัยให้ถึงความเป็นผู้มีอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของท่าน พระเจ้าข้า

พระศาสดาทรงตรัสตอบว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผลทั้งหมดนี้ เกิดแล้วแต่ติสสะเพราะกรรมที่ตนได้ทำไว้”

ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ติสสะนี้เป็นพรานนก จับนกได้เป็นอันมาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นกที่เหลือจากขาย อันเราฆ่าเก็บไว้จักเน่าเสีย จึงหักกระดูกแข้งและกระดูกปีกของนกเหล่านั้น กระทำให้มันไม่อาจบินหนีไปได้ แล้วกองไว้เพื่อขายในวันต่อมา นกเหล่านั้นมีกระดูกแตก มีบาดแผลเปื่อยเน่า

วันหนึ่ง เมื่อเขาเตรียมอาหารเรียบร้อยแล้ว พระขีณาสพองค์หนึ่ง เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือน เขาเห็นพระเถระแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสว่า

“สัตว์มีชีวิตมากมายถูกเราฆ่าตาย ก็พระผู้เป็นเจ้ายืนอยู่ที่ประตูเรือน และโภชนะอันมีรสของเราก็มีอยู่พร้อม เราจะถวายบิณฑบาตแก่ท่าน”

ดังนี้ จึงรับบาตรของพระเถระ ใส่โภชนะอันมีรสจนเต็ม แล้วน้อมเข้าไปถวายบิณฑบาตแก่พระเถระ กราบลงแล้วอธิษฐานว่า

“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอข้าพเจ้าพึงถึงที่สุดแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้วด้วยเถิด เจ้าข้า”

พระเถระได้กระทำอนุโมทนาว่า “ขอจงเป็นอย่างนั้นเถิด”

ภิกษุทั้งหลาย ผลทั้งหมดนั้นสำเร็จแล้วแก่ติสสะ ด้วยอำนาจแห่งกรรมที่ติสสะกระทำไว้แล้วในกาลนั้น

กายของติสสะพุพองเน่าเปื่อย กระดูกทั้งหลายแตกก็ด้วยผลของการทุบกระดูกนกทั้งหลาย

ติสสะบรรลุพระอรหัตผล ก็ด้วยผลของการถวายบิณฑบาตอันมีรสแก่พระขีณาสพ และด้วยผลของคำอธิษฐานในกาลนั้นเอง”