ชวนศึกษา: พระธรรมเทศนาของพระอาจารย์เจฟฟรีย์ ฐานิสฺสโร วัดเมตตาวนาราม รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในเรื่อง “อสุภะ”

ฟังเสียงได้ที่นี่

หรือ YouTube

ถอดความ

โดยเวปทำบุญดอทเนต พระอาจารย์เจฟฟรีย์ได้เมตตาตรวจสอบและแก้ไขแล้ว

ตอนที่ท่านพ่อเฟื่องสอนกรรมฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ ท่านพักอยู่ที่วัดมกุฎฯ ซึ่งมีเมรุใหญ่ มีศาลาศพที่ท่านพ่อเรียก “ร้านศพ” เต็มวัด บางทีตอนเย็น เวลาคนไม่มาหาท่าน ท่านจะออกไปเดินเล่น ยืดเส้นยืดสาย มีอยู่เย็นวันหนึ่ง ท่านกลับมาที่พักแล้วบอกว่า “คนที่ตายไปแล้วแต่ยังไม่หนีจากร่างกายมีมากต่อมากนะ” อาตมานึกสงสัยว่าท่านคงไปเห็นอะไรของท่าน ท่านจึงบอกกับลูกศิษย์ของท่านว่า เวลาไปงานศพ ให้ภาวนาแล้วแผ่ส่วนกุศลให้กับคนที่ตายไปแล้ว เพราะวิญญาณอาจจะยังวนเวียนอยู่ในนั้น แผ่กุศลแล้วบอกให้เขาไป

คิดแล้วเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ไม่ใช่น่ากลัวที่ผีคนอื่น น่ากลัวที่ว่า ถ้าเราไม่ได้อบรมจิตใจ อาจจะเป็นเราที่ยังติดอยู่ในร่างกาย ตายไปแล้วยังติดอยู่นั้น ไม่ยอมไปไหน ก่อนที่จะไปก็ทุกข์เพวาะเข้าใจว่าร่างกายเป็นตัวตน เมื่อตายไปแล้วยังทุกข์อีก เรียกว่า ทุกข์ทั้งก่อนตายและหลังตายด้วย เพราะไม่รู้จักวิธีที่จะพิจารณาร่างกายตัวเองให้พ้นจากร่างกายได้

การพิจารณาร่างกายในแง่อสุภกรรมฐาน จึงเรียกว่าเป็น อารักขกรรมฐาน วิธีภาวนาอย่างหนึ่งที่ปกป้องจิตใจเราจากอำนาจกิเลส ส่วนใหญ่เวลาพูดถึงอสุภะ ก็จะพูดถึงเรื่องอำนาจของกามราคะที่มีในเพศหญิงเพศชาย มันก็จริงอยู่ ถ้าหากว่าเราพอจะพิจารณากายแยกแยะออกไป เป็นส่วนๆ เช่น เอาปอดไปกองตรงนั้น เอาท้องไปกองตรงนี้ เอาไส้ไปกองตรงนั้น เอาหนัง เอาผม ขน เล็บ ฟัน ทุกส่วนให้กองๆ ไว้ เราจะทนดูไม่ได้เลย ทนกลิ่นก็ไม่ได้ แต่เมื่อรวบรวมอยู่ในร่างกายของเรา ทำไมเรากลับเห็นเป็นของสวยของงาม ที่จริงสัญญาของเรามันหลอกเราเอง หลอกแล้วทำให้เรา ๑. เกิดราคะ ๒. เป็นห่วงเป็นใยในร่างกายตัวเอง ซึ่งเป็นกิเลสที่ยังลึกกว่ากามราคะเสียอีก ถ้ายึดในร่างกาย กลัวตาย คนเราพอถึงเวลาคับขันบางทีอาจทำอะไรที่เป็นอกุศลมากๆเลย เพราะหวงแหนในเรื่องร่างกาย เพราะอำนาจกิเลสพาเราหลง สร้างกรรมสร้างเวร ที่จริงกายไม่มีอะไร เขาไม่ได้เจตนาอะไร เราเองต่างหากที่ไปติดอยู่ในเขา เข้าใจผิด มีสัญญาผิด ว่าเขาสวยเขางาม น่ารักน่าใคร่ น่าหวงแหน นี่เราจึงต้องพิจารณาเพื่อให้ใจเราแยกแยะออกจากสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นท่านจึงมีการสอนให้เราสวดทุกวันๆ แต่สวดแล้วก็ไม่แล้ว ต้องมาพิจารณาจริงๆ ด้วย

วิธีพิจารณามีสองอย่าง ๑. ดูร่างกายในปัจจุบัน ไล่ไปตาม เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ไล่ไปเรื่อยๆ พระอุปัชฌาย์สอนนาคก็จะเอาเฉพาะห้าข้อแรก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เพราะเป็นส่วนที่เรามองเห็นด้วยตาได้ ร่างกายเราจะหลงก็หลงอยู่ตรงนี้ ฉะนั้นต้องทบทวนกลับไปกลับมาหลายตลบจึงจะคลี่คลายอารมณ์นี้ได้ ลึกเข้าไปก็พิจารณาแต่ละส่วนๆ จนเห็นเป็นส่วนหนึ่ง ปรากฏเป็นภาพในใจจนเกิดสลดสังเวชขึ้นมา ส่วนไหนที่มันติดใจ ว่าในร่างกายของเรา อย่างมียังนี้ด้วย ท่านบอกให้เพ่งอยู่ตรงนั้นละ ส่วนไหนที่มันถึงใจจริงๆ ว่าไม่น่าเอา ไม่น่าหวงแหน ให้เพ่งเป็นอารมณ์ ใจของเราจะสงบได้ นี่อย่างหนึ่ง

อย่างที่ ๒. อาตมาสังเกตว่า เวลาท่านพ่อสอนที่วัดมกุฏฯ บางคนเวลานั่งภาวนาจนจิตสงบ จะเห็นนิมิตรูปร่างตัวเองปรากฏอยู่ต่อหน้า ท่านจะสอนให้พิจารณาให้มันแก่ลงไป อีกห้าปีข้างหน้า สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี สี่สิบปี จนตาย มันจะเป็นยังไง แก่ลงไปอีก พอตายไปแล้วจะเป็นยังไง วันที่หนึ่ง วันที่สอง วันที่สาม มันจะเป็นยังไง ขึ้นอืดดูไม่ได้เลย แล้วก็เผา จนเหลือแต่ขี้เถ้า จากขี้เถ้าก็ย้อนกลับมา ไปหาปัจจุบัน กลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น เราจะเห็นว่าร่างกายของเราจะไปสู่ทางนั้นอย่างเดียว ไม่มีทางพ้น

แล้วพิจารณาอีกว่า เมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ เราจะทำยังไง พึ่งไม่ได้ ต้องพึ่งจิตใจต่างหาก จิตของเราเป็นยังไง พึ่งได้ไหม คุณธรรมของเราพอมีที่จะพึงได้มีไหม

การพิจารณาแบบนี้เป็นวิธีทำให้เรากระตือรือร้นที่จะภาวนาปฏิบัติให้เต็มที่ จะได้มีที่พึ่งในระหว่างที่จะแก่ลงไป แล้วก็ตาย ไม่ต้องไปทุกข์กับเรื่องของร่างกาย ให้นึกถึงเวลาที่จะต้องพลัดพรากจากกันจริงๆ แล้วถือว่าเป็นธรรมดา อย่างที่ท่านพ่อลีบอกไว้ว่า นักปราชญ์เห็นว่า ความตายก็เหมือนถอดเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่เก่าแก่แล้ว มันใช้ไม่ได้แล้ว ก็ถอดออกไปอย่างไม่อาลัย ทำยังไงจะพิจารณาร่างกายให้เกิดความรู้สึกแบบนั้น

อย่างหนึ่ง อาตมาสังเกตดูเวลาท่านพ่อเฟื่องสอนให้กำหนดลมหายใจ อาการของแต่ละคนๆ จะไม่เหมือนกัน จนกระทั่งสงบไปจริงๆ สงบถึงที่แล้ว ขนาดลมหายใจที่เข้าออกมันจะหยุด ไม่ใช่ว่าเรากลั้นนะ มันหยุดของมันเอง เข้าใจว่าสมองของเราตอนนั้นใช้ออกซิเจนน้อย จึงไม่จำเป็นที่จะต้องหายใจ ลมที่เข้ามาทางขุมขนก็พอจะเลี้ยงร่างกายคงอยู่ได้

จากนั้นวิธีสอนของท่านจะเหมือนกันหมดทุกๆคน ความรู้สึกในร่างกาย ลมนิ่ง รูปร่างก็ค่อยๆจางไปเหมือนละอองในก้อนเมฆ ซึ่งไม่มีรูปร่างที่จะมองเห็นชัด มีจุดๆๆ เหมือนละอองน้ำในเมฆ ท่านให้เพ่งถึงความว่างที่อยู่ระหว่างจุดเหล่านั้น แล้วจะเห็นว่าความว่างไม่ได้มีอยู่เฉพาะในร่างกาย มันเลยออกไป เป็นอากาศธาตุที่ไม่มีที่สิ้นสุด ให้อยู่กับอารมณ์ของความว่าง รักษาสัญญานั้นไว้ แล้วย้อนกลับไปดูว่า อะไรรู้ว่าว่าง ก็จะมีตัวรู้ จากตัวรู้บางทีท่านจะให้พิจารณาต่อไปอีกว่า มีอะไรเมื่อความเป็นหนึ่งของตัวรู้ สัญญาที่ว่ารู้ๆๆๆ ดับไป มันจะมีอะไรเหลือ จะมีความรู้สึกว่างที่สุด เบาที่สุด ไม่มีอะไร ซึ่งยังไม่ถึงที่สุดนะ แต่ว่าดีกว่าที่เราไปยึดร่างกาย เราก็รู้ว่าจิตใจของเราไม่จำเป็นต้องอาศัยกาย เพราะมีอย่างอื่นที่พออาศัยได้ สมาธิของเราต้องมั่นคงจึงจะอาศัยได้จริงๆ

ท่านมีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นผู้หญิงแก่ๆ สมาธิเขาแข็งมาก คืนวันหนึ่ง ในขณะที่กำลังนั่งภาวนามีเสียงมากระซิบในจิตใจว่า “คืนนี้จะตายนะ” เขาก็เอะใจขึ้นมาว่า “ถ้าตายก็ตายในการภาวนาดีกว่า” เขาเล่าให้ฟังว่า ภาวนาไปมันรู้สึกว่ามันจะตายจริงๆ เหมือนอยู่ในบ้านไฟไหม้ จะเข้าห้องไหนๆ ก็ไม่มีที่จะอยู่ได้ มันไหม้ไปหมดเลย ไม่รู้จะกำหนดตรงไหน จากนั้นก็นึกขึ้นมาว่า ยังมีอากาศธาตุ ก็เลยเอาอากาศธาตุเป็นอารมณ์ อยู่กับอากาศธาตุ อยู่กับความว่างพักใหญ่ แล้วก็หันกลับมาสังเกตว่า ร่างกายกลับสู่สภาพปกติ ตกลงไม่ได้ตาย แต่ว่าได้ความรู้ ถ้าอย่างอื่นไปไม่ได้ ก็เข้าอากาศธาตุก็แล้วกัน ใจจะได้มีที่ยืน อยู่กับธาตุรู้ก็ได้ เราจะได้ไปแบบสุคะโต

นี่ ให้เรารู้จักพิจารณากายจนเห็นว่ามันเหมือนกับเสื้อผ้าแค่นนั้นเอง ถ้าใช้ประโยชน์ได้ก็ใช้ไป อย่างเช่นที่เรากำหนดดูลมหายใจ นี่เรียกว่าใช้กาย เราทำทาน รักษาศีล ก็ใช้ร่างกาย ไม่ใช่ว่าจะโทษร่างกายไปหมดทีเดียว ส่วนที่ดีก็มีอยู่ ปัญหามันอยู่ที่ความหลงของเรา ที่เอาความสวยความงามความหวงแหนขึ้นมาปิดบังความดีของเราได้ เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาจนเห็นว่า เฉยๆ ไม่สนใจในความงามในร่างกายของผู้ใดทั้งสิ้น ใจของเราจะได้อิสระ เอาร่างกายมาสร้างความดีได้ จนไปถึงขั้นที่ว่าใช้ไม่ได้แล้ว ก็ปล่อย เหมือนเครื่องมือที่เราใช้จนมันผุพังไปแล้ว หรือเสื้อผ้าที่เราปะจนปะไม่ได้แล้ว ก็ทิ้งมัน ไม่อาลัย

ถ้าจิตใจของเราฝึกหัดแบบนี้ได้ เราไม่ต้องกลัวตาย ความดีของเราเป็นความดีที่มั่นคง เราจะได้มีที่พึ่งภายในที่ดีกว่าร่างกาย นี้เป็นกรรมฐานบทหนึ่งที่ป้องกันเราจากภัยหลายๆอย่าง จึงเรียกว่า อารักขกรรมฐาน ป้องกันเราจากกิเลสของเราเอง ถ้าเราทำบ่อยๆ ใจเราจะอิสระขึ้นมา จึงว่าเป็นกรรมฐานบทที่สำคัญมาก สมกับที่ท่านให้พระอุปัชฌาย์สอนนาคทุกๆคนที่เข้ามาขอบวช เพราะเป็นมูลกรรมฐานจริงๆ

=======================

ท่านสามารถดาวโหลดไฟล์การถอดความได้ที่นี่
ถอดความ 001 -พระอาจารย์เจฟฟรีย์ – อสุภะ

หมายเหตุ: เวปทำบุญดอทเนตได้ถอดความการแสดงธรรมของพระอาจารย์ เนื่องจากเห็นว่า จะเป็นประโยชน์กับพุทธศาสนิกชนที่สนใจในการประพฤติปฏิบัติ ลูกขอขมาต่อพ่อแม่ครูอาจารย์หากเป็นการล่วงเกิน