รณรงค์ “We Pray Together Project – สวดมนต์ร่วมกัน”
สวัสดีครับทุกท่าน
เมื่อคืนวันปีใหม่ที่ผ่านมา มีหลายท่านได้มีโอกาสไป “สวดมนต์ข้ามปี” กัน เป็นที่น่ายินดีครับ ที่ปัจจุบันมีการจัดกิจกรรมดีๆ ทางศาสนาในลักษณะนี้ขึ้นมา
แต่ผมคิดว่า จะเป็นการดีกว่าไหม หากเราสวดมนต์กันทั้งปี ไม่ใช่แค่คืนวันสุดท้ายของปี และจะยิ่งดีกว่าไหม หากเราชวนคนในบ้าน มาร่วมกันสวดมนต์
ทำกิจกรรมนี้ให้เป็นกิจกรรมครอบครัวที่ทุกคนในบ้านมาทำร่วมกัน ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก่อนอื่นมาดูกันสิครับว่า การสวดมนต์คืออะไร? แล้วดียังไง?
การสวดมนต์คืออะไร
เราชาวพุทธ เราได้ยินพระสงฆ์สวดมนต์ให้เราฟัง เวลามีงานขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลต่างๆ หรือแม้แต่งานศพ เราคุ้นเคยกันดี แต่บางที เราก็ไม่เข้าใจว่า “ท่านสวดอะไร” เรารู้แต่ว่า “ดี” ท่านกำลังให้ศีลให้พรเรากระมัง สักพัก พอคนอื่น “สาธุ” เราก็ “สาธุ” บ้าง
มนต์ คือ คําศักดิ์สิทธิ์, คําสําหรับสวดเพื่อเป็นสิริมงคล (จากเวปราชบัณฑิตยสถาน)
บทสวดมนต์ ก็คือ การเรียงร้องถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมงคล
คำศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ ธรรมะของพระพุทธองค์ ไม่มีคำใดๆ จะศักดิ์สิทธิ์ไปกว่านั้นแล้วครับ นอกจากธรรมะแล้ว บทสวดหลายๆ บท ก็เป็นการแสดงความเคารพ ยกย่อง นอบน้อม และสรรเสริญในพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งก็ล้วนถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น
การสวดมนต์ ก็คือ การอ่านพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นการอ่านบทสรรเสริญ แสดงความเคารพนบนอบต่อพระรัตนตรัย
เมื่อคุณทราบดังนี้แล้ว คุณรู้สึกเหมือนผมไหมครับว่า การสวดมนต์นั้น จะยิ่งดี ถ้าเราสวดกันเอง
พระพุทธรูป
อานิสงส์ของการสวดมนต์
ผมอยากจะชี้ข้อดีของการสวดมนต์ตามความคิดของผม เอาเฉพาะข้อหลักๆ ดังนี้ครับ
๑. การสวดมนต์ เป็น ดั่งการศึกษาพระธรรม – เราไม่ได้สวดกันเพียงคำสวด ไม่ได้สักแต่ว่าท่อง สักแต่ว่ากล่าวคำเหล่านั้นออกมา เราควรจะทำความเข้าใจในบทสวดเหล่านั้นด้วย ครั้งแรกไม่เข้าใจ ครั้งที่ร้อย ครั้งที่พัน เราก็อาจจะได้ซึบซับเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าสู่ตัวเราได้บ้าง โดยการตรึกตรองในธรรมะ ซึ่งนี้คือ มงคลสูงสุดของการสวดมนต์ การเข้าใจในธรรมะได้
๒. การสวดมนต์ เป็นการฝึกสติ และสมาธิ – การที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ก็ถือว่า เราได้ทำการเจริญสติ เจริญสมาธิ หากคุณจดจ่อกับบทสวดได้หนึ่งนาที ก็แปลว่า คุณได้ฝึกสติ ฝึกสมาธิไปหนึ่งนาที หากคุณทำได้สามสิบนาทีต่อเนื่อง คุณก็ได้ฝึกสติฝึกสมาธิไปสามสิบนาที ซึ่งการฝึกสติ ฝึกสมาธินี้ เป็นการปฏิบัติที่สำคัญในการเข้าถึงพระธรรมของพระพุทธองค์
๓. อาจทำให้ผู้ได้ยินได้ฟังได้เห็นในธรรมะ – หากมีการกล่าวบทสวดมนต์ออกมา ผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ก็อาจจะเห็นธรรมะได้ แม้ว่าจะเกิดขึ้นได้ไม่มากนักในสมัยนี้ แต่ก็มิใช่ว่าจะเกิดไม่ได้
๔. การสวดมนต์ ถือ เป็นการ “สั่งสมบุญ” ได้เช่นกัน และเป็นบุญที่มาก คุณบริจาคเงินร้อยล้านบาท ก็ยังสู้ตั้งใจสวดมนต์ทุกค่ำคืนไม่ได้ครับ
คุณสังเกตเห็นไหมครับว่า พวกเราควรใช้บทสวดที่มีคำแปลด้วยจึงจะได้อานิสงส์จากการสวดมนต์เต็มที่ ยกเว้นว่า คุณเข้าใจในบาลีสันสกฤต
สวดมนต์ร่วมกันมีประโยชน์อย่างไร
๑. เราได้ทำกิจกรรมดีๆ สำหรับครอบครัวด้วยกัน ใช้เวลาทีมีอยู่ด้วยกันอย่างมีคุณค่า ดูทีวีด้วยกันแล้ว ทำอาหารด้วยกันแล้ว ลองสวดมนต์ด้วยกันดูสิครับ
๒. มนุษย์นั้นมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ – เราเกิดมาอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่เหตุบังเอิญ เราเกิดมาเป็นเพื่อนรักกัน ก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญ ล้วนแต่เป็นกรรมที่เราได้สร้างร่วมกันมาทั้งหมดทั้งสิ้น การทำกรรมดีเช่นการสวดมนต์นี้ร่วมกัน ก็จะทำให้เราได้สืบสานการทำ “กรรมดี” ร่วมกันไปอีกภพอีกชาติ
๓. เราอาจจะทำให้คนในครอบครัวเป็นคนที่ดียิ่งขึ้น ใจเย็นขึ้น อดทนขึ้น – สมาชิกในบ้านบางท่าน อาจจะเป็นคนใจร้อน ไม่ชอบที่จะทนทำในสิ่งที่ตนไม่ชอบ ไม่สนใจธรรมะ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “สุขอื่นใดเหนือความสงบเป็นไม่มี” หากเราได้ชักชวนให้คนในบ้านเข้าพบกับช่วงเวลาของความสงบ อันเกิดจากการที่เรามีสติ มีสมาธิ ก็อาจทำให้เขาได้พบกับความสุขที่มากกว่าที่เขาเคยมีได้ ซึ่งนั่นก็จะพัฒนาให้เขาเป็นคนที่สนใจในธรรมะได้ต่อไป หรือหากไม่สนใจ แต่อย่างน้อย การฝึกสติ ฝึกสมาธิ ก็จะทำให้เขาดำเนินชีวิตได้ดียิ่งขึ้นได้
๔. พลังแห่งชีวิต ส่งทอดสู่กัน เลี้ยงดวงจิตให้ชุ่มชื่นแจ่มใส – เราล้วนมีพลังที่อยู่ในตัว ดั่งเทียนหนึ่งเล่มที่ถูกจุดในความมืด มีแสงสว่างส่องออกมา แต่หากมีเทียนอีกหนึ่งเล่มถูกจุดขึ้นมาอยู่ด้วยกันใกล้ๆ เทียนทั้งสองเล่ม ก็จะสร้างแสงสว่างเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย ชีวิตของเราก็เช่นกันกับเทียน การที่เราช่วยกันส่งต่อความสว่างให้กันและกัน ก็จะเพิ่มพลังให้กับชีวิตของกันและกัน
๕. ข้อสำคัญอีกข้อก็คือ เป็นการส่งต่อความรัก และความปรารถนาดีที่มีต่อกันแก่ – มนุษย์จะมีความสามารถในการสัมผัสความรู้สึกเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย และใครละครับที่จะไม่ชอบให้รู้สึกว่า มีคนที่รักเราอยู่ข้างๆ
พอไหมครับ กับประโยชน์ของการสวดมนต์ร่วมกัน หากยังไม่พอ ก็ลองเสริมให้ผมด้วย เป็นข้อที่หก ที่เจ็ด ที่แปด
จะเริ่มยังไง
- คิดว่าจะสวดบทไหนบ้าง ทุกบทขอให้มีคำแปล สวดบาลี ผสมไปกับการแปล หรือจะสวดให้เสร็จเป็นบทๆ แล้วก็อ่านคำแปล ก็ไม่ว่ากัน
- ชวนสมาชิกในบ้าน หรือ คนที่เราอยู่ด้วย มาสวด ไม่ต้องทั้งหมดก็ได้ เอาทีละคน แต่หากคนในครอบครัวมีใจอยู่แล้ว ก็เอาเลยครับ ทำพร้อมกันทั้งบ้านเลย เป็นมงคลกับทุกคน
- หากเขาไม่มาสวดด้วย เราก็ทำคนเดียวก่อน ทำให้เห็นว่า เราทำจริง และอานิสงส์ของการสวดมนต์จะปรากฏแก่ท่าน คนในครอบครัวก็อาจจะเห็น และมาปฏิบัติร่วมกับท่านได้ในที่สุด
- ให้เชิญชวนอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ต้องถึงกับทำให้รำคาญ
- ใช้หลักค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากทีละเล็กทีละน้อย เริ่มจากสองสามบทสั้นๆ อาจจะใช้เวลาสักสิบนาที พออยู่ตัวแล้ว เพิ่มเป็นห้าบท ใช้เวลาร่วมกันสักยี่สิบนาที ต่อไปอาจจะพัฒนาไปใช้บทยาวๆ รวมเวลาเกินครึ่งชั่วโมง ก็ยิ่งดีครับ
- ความเร็วในการสวด ก็ไม่ให้เร็วไป ไม่ให้ช้าไป พยายามไปด้วยกันกับผู้ที่ร่วมสวดด้วย
คำถามที่ถามมาก (FAQ)
ถาม: บางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วที่เขาบอกกันว่า สวดมนต์แล้วจะรวย จะมีโชคลาภละ
ตอบ: ความรวย การมีโชคลาภนั้น เกิดมาจาก “กรรม” ของท่านเอง หากท่านขยันขันแข็ง รู้จักอดออม ท่านก็จะมีเงินเพิ่มขึ้นมา หากท่านประกอบอาชีพทำมาหากิน ท่านก็มีสิทธิ์ที่จะสะสมทรัพย์สมบัติให้เพิ่มพูนได้ อย่าลืมว่าสิ่งที่ท่านทำนั้น มีมากกว่าชาตินี้ภพนี้ สิ่งดีๆ ที่เกิดกับใครสักคนหนึ่งที่ไม่เคยทำดีเลย ก็เพราะเขาเคยทำดีของเขาเอาไว้ อย่าไปสงสัย อย่าไปอิจฉาเขา เราก็เร่งทำของเรา
หากคำว่าโชคลาภของท่าน คือ การถูกหวยละก็ การสวดมนต์ไม่ได้ช่วยท่านแน่นอน แต่เป็นกรรมที่ท่านเคยทำไว้ในปางก่อน
ถาม: แล้วจะสวดบทไหน มีบทสวดเยอะแยะไปหมด เลือกไม่ถูกเลย
ตอบ: บทสวดมนต์แม้มีมากมายหลายบท แต่เราก็สามารถเลือกได้เอง ตามความรู้สึกของเรา ผมจึงอยากให้ท่านเปิดหนังสือสวดมนต์ที่มีคำแปล แล้วลองอ่านคำแปลนั้นดู ท่านรู้สึกชอบบทไหน ก็ให้สวดบทนั้น
ผมขออนุญาตแนะนำสักเล็กน้อย แต่ท่านไม่จำเป็นต้องทำตามเลยครับ ให้ใช้วิจารณญาณของตน
เราอาจจะเริ่มสวดตามนี้ครับ
- มัสการพระรัตนตรัย (อะระหังสัมมา…)
- ปุพพภาคนมการ (นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต…)
- ไตรสรณคมณ์ (พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ…)
- บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย (อิติปิ โส ภะคะวา…)
บทถัดไป ก็ขึ้นอยู่กับท่านครับ ให้ท่านลองอ่านคำแปลดูก่อน จะเป็นพาหุงฯ ก็ได้ จากนั้นก็แผ่เมตตา จบกระบวนการภายใน สิบถึงสิบห้านาที
ผมได้รับหนังสือดีๆ มาหนึ่งเล่ม คือ หนังสือ ๙ มนต์ เพื่อความก้าวหน้า โดยท่าน ว. วชิรเมธี ผมเห็นว่า ท่านเลือกสรรค์บทสวดได้น่าสนใจครับ หลังจากบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย คุณสามารถสวดบทเหล่านี้ต่อครับ
- มงคลสูตร (อะเสวะนะ จะ พาลานัง…)
- กาลามสูตร – บทนี้ควรอ่านบ่อยๆ แล้วนำไปปฏิบัติตนด้วยครับ
- ภัทเทกรัตตสูตร (อะตีตัง นานวาคะเมยยะ…)
- โอวาทปาติโมกขคาถา (สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง…)
- ปัพพโตปมคาถา (ยะถาปิ เสลา วิปุลา…)
- เมตตปริตร (กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ…)
- บทแผ่เมตตา (สัพเพ สัตตา…) และบทแผ่เมตตาให้ตนเอง (อะหัง สุขิโต โหมิ..)
ท่านสามารถดาวโหลดหนังสือบทสวดมนต์ “๙ มนต์ เพื่อความก้าวหน้า” เป็นหนังสือที่แจกฟรีครับได้ที่นี่ (๔.๖ เมกกาไบท์)
ท่านไม่ต้องหักโหม รีบสวดบทสวดมนต์เหล่านี้จนหมด ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เพิ่มไปทีละบทสองบทครับ ดูอาการของใจเราด้วย
นอกจากนี้ ท่านยังสามารถดาวโหลดไฟล์บทเจริญมนต์ที่มีแต่คำแปลเท่านั้นได้ด้วย ซึ่งทางเวป ทำให้อ่านง่าย แต่จะมีความแตกต่างกับฉบับท่าน ว.วชริเมธี ก็ตรงบทสรรเสริญพระรัตนตรัย ที่ไม่ใช่สรภัญญะ
บทสวดเจริญมนต์ เฉพาะคำแปล ดาวโหลดตรงนี้
ถาม: จำเป็นไหม ต้องกี่จบ หรือ เท่ากับจำนวนอายุ บวกหนึ่งบวกสอง
ตอบ: กี่จบ ก็ไมได้สำคัญเท่ากับ ใจที่สงบ มีสติ มีสมาธิ หากใจของคุณ “ร้อนรุ่ม หรืออยากจะสวดให้จบๆ ไป” จะสวดสักพันจบ ก็สู้ใจที่สงบที่สวดเพียงหนึ่งจบไม่ได้
ขอจบการนำเสนอเรื่องการสวดมนต์แต่เพียงเท่านี้ครับ
หวังว่า บทความและการรณรงค์นี้คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย ครอบครัวของผมเอง ก็จะเริ่มโครงการนี้ไปพร้อมๆ กับทุกท่านครับ
ระยะเวลาโครงการ: ตลอดปี ตลอดไป ตลอดชีวิตของทุกท่าน
ขอให้ท่านได้พบกับความสุขในชีวิต ขอให้ท่านได้เดินทางสู่เส้นทางของธรรมะ ขอให้ท่านได้พบกับความจริงของชีวิต และพบกับความสุขแท้กันทุกคนครับ
ขอขอบคุณสถาบันวิมุตตยาลัย สำหรับไฟล์หนังสือสวดมนต์
บุญอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ:

