ชวนศึกษา: พระธรรมเทศนา เรื่อง “อสุภะ” พระอาจารย์เจฟฟรีย์ ฐานิสฺสโร

ชวนศึกษา: พระธรรมเทศนา เรื่อง “อสุภะ” พระอาจารย์เจฟฟรีย์ ฐานิสฺสโร

ชวนศึกษา: พระธรรมเทศนาของพระอาจารย์เจฟฟรีย์ ฐานิสฺสโร วัดเมตตาวนาราม รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในเรื่อง “อสุภะ”

ฟังเสียงได้ที่นี่

หรือ YouTube

ถอดความ

ทางเวปทำบุญดอทเนต ถอดความพระธรรมเทศนาได้ดังนี้

ตอนที่ท่านพ่อเฟื่องอยู่ สอนกรรมฐานอยู่กรุงเทพฯ ท่านพักอยู่วัดมกุฏ ซึ่งมีเมรุใหญ่ มีศาลาศพ ทีท่านพ่อเรียก ลานศพ ทั่วไปหมดเลย บางทีตอนเย็น เวลาคนไม่มาหาท่าน ท่านจะออกไปเดินเล่น ยืดเส้นยืดสาย อยู่เย็นวันหนึ่ง ท่านกลับมาบอก คนที่ตายไปแล้ว ยังไม่หนีจากร่างกายมันมากต่อมากนะ นึกสงสัยว่าท่านไปเห็นอะไร ทราบอยู่ ท่านจะบอกลูกศิษย์ของท่าน เวลาไปงานศพ ให้แผ่ส่วนกุศลให้กับคนที่ตายไปแล้ว เพราะวิญญาณอาจจะวนเวียนอยู่ในนั้น แผ่กุศลแล้วบอกให้เขาไป คิดแล้วเป็นเรื่องน่ากลัว คนที่ยังติดอยู่ในร่างกาย ตายไปแล้ว ยังติดอยู่นั้น ไม่ยอมไปไหน ก่อนที่จะไปก็ทุกข์ กลัวจะหนีจากร่างกาย ทุกข์ทั้งก่อนตายและหลังตายด้วย เพราะไม่รู้จักวิธีที่จะอยู่กับร่างกาย พิจารณาร่างกายตัวเอง

การพิจารณาร่างกายนี่อสุภกรรมฐาน จึงเรียกว่าเป็น อารักขกรรมฐาน วิธีภาวนาอย่างหนึ่งที่ปกป้องจิตใจเราจากอำนาจกิเลส ส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่อง อำนาจของกามราคะที่มีในเพศหญิงเพศชาย มันก็จริงอยู่ถ้าหากว่าเราพอจะพิจารณากายแยกแยะออกไป เป็นส่วนๆ เช่น เอาปอดไปกองตรงนั้น เอาท้องไปกองตรงนี้ เอาไส้ไปกองตรงนั้น เอาหนัง เอาผม ขน เล็บ ฟัน ทุกส่วนให้กองๆ ไว้ ทนดูไม่ได้เลย ทนกลิ่นก็ไม่ได้ แต่รวบรวมอยู่ในร่างกายของเรา ทำไมเราเห็นเป็นของสวยของงาม สัญญาของเรามันหลอก หลอกแล้วทำให้เรา หนึ่ง เกิดราคะ สอง เป็นห่วงเป็นใยในร่างกายตัวเอง ยังลึกกว่า กามราคะเสียอีก ถ้ายึดในร่างกาย กลัวตาย คนเราพอถึงเวลาคับขันบางทีอาจทำอะไรที่เป็นอกุศลมากๆเลย เพราะหวงแหนในเรื่องร่างกาย เพราะอำนาจกิเลส กายก็พาเราหลง สร้างกรรมสร้างเวร ที่จริงกายไม่มีอะไร เขาไม่ได้เจตนาอะไร เราเองต่างหากไปติดอยู่ในเขา เข้าใจผิด มีสัญญาผิด ว่าเขาสวยเขางาม น่ารักน่าใคร่น่าหวงแหน นี่เราจึงต้องพิจารณาเพื่อให้ใจเราแยกแยะออกจากสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นท่านจึงมีการสอน ให้เราสวดทุกวันๆ แต่สวดแล้วก็ไม่แล้ว มาพิจารณาจริงๆ

วิธีพิจารณามีสองอย่าง หนึ่ง ดูร่างกายในปัจจุบัน ไล่ไปตาม เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ไล่ไปเรื่อยๆ พระอุปัชฌาย์สอนนาคก็จะเอาเฉพาะห้าข้อแรก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เพราะเป็นส่วนที่เรามองเห็นด้วยตาได้ ร่างกายเราจะหลงก็หลงอยู่ตรงนี้ ให้ทบทวนกลับไปกลับมา ลึกเข้าไปพิจารณาแต่ละส่วนๆ จนเห็นเป็นส่วนหนึ่ง มองภาพเกิดสลดสังเวชขึ้นมา มันติดใจ มองร่างกายของเรามีขนาดนี้ ท่านบอกให้เพ่งอยู่ตรงนั้นละ ส่วนไหนมันถึงใจจริงๆ ไม่น่าเอา ไม่น่าหวงแหน ให้เพ่งเป็นอารมณ์ใจของเราจะสงบได้ นี่อย่างหนึ่ง

อย่างที่สอง สังเกตเวลาท่านพ่อสอนที่วัดมกุฏฯ บางคนเวลานั่งภาวนา เขาจะเห็นนิมิตรูปร่างตัวเอง ท่านบอกให้พิจารณาให้มันแก่ลงไป อีกห้าปีข้างหน้า สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี สี่สิบปี จนตาย มันจะเป็นยังไง แก่ลงไป พอตายไปแล้ว จะเป็นยังไง วันที่หนึ่งวันที่สองวันที่สามมันจะเป็นยังไง ขึ้นอืดดูไม่ได้เลย แล้วก็เผา จนเหลือขี้เถ้า จากขี้เถ้าก็ย้อนกลับมา ไปหาปัจจุบัน กลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น เราจะเห็นว่าร่างกายของเราจะไปสู่ทางนั้นอย่างเดียว ไม่มีทางพ้น แล้วพิจารณาอีกว่า เมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ เราจะทำยังไง พึ่งไม่ได้ ต้องพึ่งจิตใจต่างหาก จิตของเราเป็นยังไง พึ่งได้ไหม คุณธรรมของเราพอมีไหม ถ้าพิจารณาแบบนี้จะเป็นวิธีกระตือรือร้นให้เราสนใจที่จะภาวนาปฏิบัติให้เต็มที่ จะได้มีที่พึ่งในระหว่างที่จะแก่ลงไป แล้วก็ตาย ไม่ต้องไปทุกข์กับเรื่องของร่างกาย นึกถึงเวลาที่จะต้องพลัดพรากจากกันจริงๆ ถือว่าเป็นธรรมดา อย่างท่านพ่อลีบอกว่า นักปราชญ์เห็นว่า ความตายก็เหมือนถอดเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่เก่าแก่แล้ว มันใช้ไม่ได้แล้ว ก็ถอดออกไปอย่างไม่อาลัย ทำยังไงจะพิจารณาร่างกายให้เกิดความรู้สึกแบบนั้น

อย่างหนึ่งสังเกตดูเวลาท่านสอนให้กำหนดลมหายใจ อาการของแต่ละคนๆ จะไม่เหมือนกัน จนกระทั่งสงบไปจริงๆ สงบถึงที่แล้ว ขนาดลมหายใจที่เข้าออกมันจะหยุด ไม่ใช่ว่าเรากลั้นนะ มันหยุดของมันเอง เข้าใจว่าสมองของเราตอนนั้นใช้ออกซิเจนน้อย ไม่จำเป็นจะต้องหายใจ ลมที่เข้ามาทางขุมขนก็พอจะเลี้ยงร่างกายคงอยู่ได้ จากนั้นวิธีสอนของท่านจะเหมือนกันหมดทุกๆคน ความรู้สึกในร่างกาย ลมนิ่ง รูปร่างก็ค่อยๆจางไปเหมือนละออง เหมือนเป็นก้อนเมฆ ซึ่งไม่มีรูปร่างที่จะมองเห็นชัด มีจุดๆๆ เหมือนละอองน้ำในเมฆ ท่านให้เพ่งถึงความว่างที่อยู่ระหว่างจุดเหล่านั้น ความว่างไม่ได้มีอยู่เฉพาะในร่างกาย มันเลยออกไป อากาศธาตุ อยู่กับอารมณ์ของความว่าง รักษาสัญญานั้นไว้ แล้วย้อนกลับไปดูว่าอะไรรู้ว่าว่าง ก็จะมีตัวรู้ จากตัวรู้บางทีท่านให้พิจารณาต่อไปอีกว่ามีอะไร ความเป็นหนึ่งของตัวรู้ สัญญาว่ารู้ๆๆๆ ดับไป มันจะมีอะไรเหลือ จะมีความรู้สึกว่างที่สุด เบาที่สุด ซึ่งยังไม่ถึงที่สุดนะ แต่ว่าดีกว่าที่เราไปยึดร่างกาย เราก็รู้ว่าจิตใจของเราไม่จำเป็นต้องอาศัยกาย เพราะมีอย่างอื่นที่พออาศัยได้ สมาธิของเราต้องมั่นคงจึงจะอาศัยได้จริงๆ

ท่านมีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นผู้หญิงแก่ๆ สมาธิเขาแข็งมาก คืนวันหนึ่ง กำลังนั่งภาวนามีเสียงมากระซิบในจิตใจ ว่า คืนนี้จะตายนะ ก็เอะใจขึ้นมา ถ้าตายก็ตายในการภาวนาดีกว่า เล่าให้ฟังว่า ภาวนาไปมันจะตายจริงๆ เหมือนอยู่ในบ้านไฟไหม้ จะเข้าห้องไหนๆ ก็ไม่มีที่จะอยู่ได้ มันไหม้ไปหมดเลย ไม่รู้จะกำหนดตรงไหน นึกขึ้นมาว่ายังมีอากาศธาตุ ก็เลยเอาอากาศธาตุเป็นอารมณ์ อยู่กับอากาศธาตุ อยู่กับความว่าง พักใหญ่ สังเกตร่างกายกลับไปอยู่ในสภาพปกติ พอจะตายไม่ได้ตาย แต่ว่าได้ความรู้ ถ้าอย่างอื่นไปไม่ได้ ก็เข้าอากาศธาตุก็แล้วกัน ใจจะได้มีที่ยืน อยู่กับธาตุรู้ก็ได้ เราจะได้ไปแบบสุคะโต

นี่ถ้าเรารู้จักพิจารณากายจนเห็นว่ามันเหมือนกับแค่เสื้อผ้า ถ้าใช้ประโยชน์ได้ก็ใช้ไป อย่างเช่นที่เรากำหนดดูลมหายใจ นี่เรียกว่าใช้กาย เราทำทานรักษาศีลก็ใช้ร่างกาย ไม่ใช่ว่าจะโทษร่างกายไปหมดทีเดียว ส่วนที่ดีก็มีอยู่ ปัญหามันอยู่ที่ความหลงของเรา เอาความสวยความงามความหวงแหนขึ้นมา ปิดบังความดีของเราได้ เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาจนเห็นว่า เฉยๆ ไม่สนใจในความงามในร่างกายของผู้ใดทั้งสิ้น ใจของเราจะได้อิสระ เอาร่างกายมาสร้างความดีได้ จนไปถึงขั้นว่าใช้ไม่ได้แล้ว ก็ปล่อย เหมือนเครื่องมือที่เราใช้ จนมันผุพังไปแล้ว เหมือนเสื้อผ้า เราปะจนปะไม่ได้แล้ว ก็ทิ้งมัน ไม่อาลัย ถ้าจิตใจของเราฝึกหัดแบบนี้ได้ เราไม่ต้องกลัวตาย ความดีของเราเป็นความดีที่มั่นคง เราจะได้มีที่พึ่งภายในที่ดีกว่าร่างกาย จึงเป็นกรรมฐานบทหนึ่งที่ป้องกันเราจากภัยหลายอย่าง จึงเรียกว่า อารักขกรรมฐาน ป้องกันเราจากกิเลสของเราเอง ถ้าเราทำบ่อยๆ ใจเราจะอิสระขึ้นมา จึงว่าเป็นกรรมฐานบทที่สำคัญมาก สมกับที่ท่านให้พระอุปัชฌาย์สอนนาคทุกๆคนที่เข้ามา เพราะเป็นมูลกรรมฐานจริงๆ

=======================

ท่านสามารถดาวโหลดไฟล์การถอดความได้ที่นี่
ถอดความ 001 -พระอาจารย์เจฟฟรีย์ – อสุภะ

หมายเหตุ: เวปทำบุญดอทเนตได้ถอดความการแสดงธรรมของพระอาจารย์ เนื่องจากเห็นว่า จะเป็นประโยชน์กับพุทธศาสนิกชนที่สนใจในการประพฤติปฏิบัติ ลูกขอขมาต่อพ่อแม่ครูอาจารย์หากเป็นการล่วงเกิน

ชวนอ่าน: ทำอย่างไรจะพูดได้เต็มปากว่า “เรารักในหลวง” โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์​ (ป. อ. ปยุตโต)

ชวนอ่าน: ทำอย่างไรจะพูดได้เต็มปากว่า “เรารักในหลวง” โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์​ (ป. อ. ปยุตโต)

ชวนอ่าน: ทำอย่างไรจะพูดได้เต็มปากว่า “เรารักในหลวง” โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์​ (ป. อ. ปยุตโต)

ผมได้รับหนังสืออันทรงคุณค่าจากกัลยาณมิตร หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า ทำอย่างไรจะพูดได้เต็มปากว่า “เรารักในหลวง” โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์​ (ป. อ. ปยุตโต)

รูปหน้าปก หนังสือ ทำอย่างไร จะพูดได้เต็มปากว่า เรารักในหลวง

ทำอย่างไร จะพูดได้เต็มปากว่า เรารักในหลวง

หนังสือเล่มนี้บางท่านที่ไปสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อาจจะได้รับแจกหนังสือเล่มนี้ไปบ้างแล้ว แต่หน้าปกอาจจะไม่เหมือนกัน เท่าที่ทราบหนังสือเล่มนี้ได้มีการแจกไปแล้วเป็นจำนวนมาก

ท่านสามารถอ่านได้โดย คลิกที่นี่ (ภาษาไทย, pdf) จำนวนหน้าเพียง ๑๖ หน้าเท่านั้น

เสียงอ่าน โดยเวปทำบุญดอทเนต – tamboon.net (เร็วๆนี้)

ผมขอคัดเอาคำปรารภ และตัวอย่างบางบทบางตอนเพื่อชวนทุกท่านอ่านหนังสือเล่มนี้กันนะครับ

คำปรารภ

“เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จสู่สวรรคาลัย เป็นเหตุให้ประชาชนทั่วแผ่นดินไทยเศร้าโศกอาลัยเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อทางการจัดอำนวยโอกาสก็พากันเดินทางประดังหลั่งไหลมาถวายสักการะพระบรมศพกันอย่างเนืองแน่นท่วมท้น วันแล้ววันเล่ายังไม่รู้ที่จะเบาบางลงไป การที่ประชาราษฎร์เศร้าโศกอาลัย และมีการแสดงออกหลากหลายมากมายให้เห็นความรำลึกซาบซึ้งในพระคุณที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดเวลายาวนาน เพื่อประโยชน์สุขพสกนิกรนั้น นับว่าเป็นความมีน้ำใจกตัญญูที่ควรจะชื่นชม อย่างไรก็ดี เมื่อวาระสำคัญยิ่งนี้เกิดมีขึ้นแล้ว ควรให้การแสดงความกตัญญูมีผลสืบทอดออกเป็นกตเวทิตา ที่จะเป็นการปฏิบัติอย่างจริงจังยั่งยืน โดยเป็นการเตือนใจประชาชนให้ตื่นตัวระลึกรู้และตั้งใจนำตนเข้าสู่การทำกิจทำการทั้งหลาย ที่จะให้เกิดผลเป็นการสนองพระราชปณิธานให้สัมฤทธิ์ความหวังแห่งพระราชหฤทัย และตัวประชาชนเองก็จะได้พัฒนาชีวิตเจริญบุญประพฤติธรรม พร้อมกับที่ผลรวมก็จะเกิดเป็นความมั่นคงเจริญพัฒนาของประเทศชาติ เรื่อง ทำอย่างไร จะพูดได้เต็มปากว่า “เรารักในหลวง” เป็นธรรมกถา ที่หวังว่าจะช่วยนำพาให้ประชาชนก้าวหน้าในความเจริญธรรมดังว่านี้ ขออนุโมทนาคณะโยมศรัทธา และบรรดาผู้ใฝ่ธรรม ที่บำเพ็ญธรรมทานด้วยการพิมพ์ธรรมกถานี้เผยแพร่แจกจ่าย ด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศชาติและมวลประชาชน ขอให้ธรรมแพร่กว้างไกล ให้ปัญญาแผ่ไพศาล เพื่อความไพบูลย์แห่งประโยชน์สุขของปวงประชา ทุกเมื่อสืบไป”

ตัวอย่างบางตอนหน้าที่ ๑๓

“สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีพระพุทธศาสนาในหมวดแห่งชาดก ชื่อเรื่อง “พระมหาชนก” อันว่าด้วยการบำเพ็ญพระวิริยบารมีของพระโพธิสัตว์ ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” นี้ นำให้เห็นชัดว่าพระองค์ทรงถือเป็นสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาชนเป็นคนมีความพากเพียร พยายามมุ่งหน้าทำการให้สำเร็จ ไม่ยอมระย่อท้อถอย พระมหาชนกนั้นตรัสแสดงคติธรรมไว้ว่า การงานใดไม่ทำให้จบสิ้นไปด้วยความพากเพียร ก็ไร้ผล เป็นคน ก็ควรพยายามเรื่อยไป ไม่ยอมท้อแท้ คนไทย เมื่อรักในหลวง ก็ควรพัฒนาตนให้มีคุณสมบัติเช่นความเพียรพยายามนี้ ให้สมดังที่ได้ทรงหวัง ได้ทรงสั่งสอนไว้….” เป็นบทประพันธ์ที่ให้ข้อคิดที่จะกระตุ้นเตือนผสกนิกรชาวไทยที่ “รักในหลวง” ได้เป็นอย่างดี

แล้วจะนำหนังสือที่น่าสนใจมา “ชวนอ่าน” อีกในโอกาสหน้านะครับ ทำบุญดอทเนต

ชวนคิด: พระราชดำรัส – ให้ทำด้วยความร่าเริงใจ

ชวนคิด: พระราชดำรัส – ให้ทำด้วยความร่าเริงใจ

… จะทำงานทำการอะไรก็ตาม ถ้าทำด้วยร่างกายมันก็เมื่อยกาย แต่ถ้าทำด้วยใจจะว่าเมื่อยใจ มันหนักใจ มันเหนี่อยใจ มันเป็นไปได้ ฉะนั้น การทำงานทำการ ถ้าทำด้วยความร่าเริงใจที่จะทำงานทำการ ความเมื่อยนั้นจะหมดไป ความเหนื่อยจะไม่มี หรือมีแล้วเราก็ไม่รับ เพราะว่าความเมื่อยของกายความเหนื่อยของใจนั้นมันมีเสมอ แต่ถ้าเราไม่รับมันจะไปไหน มันก็ไม่มี มันเกิดเมื่อยขึ้นมาแล้วก็หายไป ฉะนั้น การที่จะทำงานให้ดีก็ต้องมีความร่าเริง ความตั้งใจที่จะทำ เมื่อมีความตั้งใจแล้ว ต้องมีความอดทนเหนียวแน่น…

พระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย
วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๒๓

ชวนคิด: พระราชดำรัส เรื่อง การออกกำลังเพื่อสุขภาพ

ชวนคิด: พระราชดำรัส เรื่อง การออกกำลังเพื่อสุขภาพ

“…ร่างกายของเรานั้น ธรรมชาติสร้างมาสำหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉยๆ ถ้าใช้แรงให้พอเหมาะพอดีโดยสม่ำเสมอ ร่างกายก็เจริญแข็งแรง คล่องแคล่ว และคงทนยั่งยืน ถ้าไม่ใช้แรงเลย หรือใช้ไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะเจริญแข็งแรงอยู่ไม่ได้ แต่จะค่อยๆ เสื่อมไปเป็นลำดับ และหมดสมรรถภาพไปก่อนเวลาอันสมควร ดังนั้น ผู้ที่ปรกติทำการงานโดยไม่ได้ใช้กำลัง หรือใช้กำลังแต่น้อย จึงจำเป็นต้องหาเวลาออกกำลังกายให้พอเพียงกับความต้องการตามธรรมชาติเสมอทุกวัน มิฉะนั้น จะเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่เขาจะใช้สติปัญญาความสามารถของเขาทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและแก่ส่วนรวมได้น้อยเกินไป เพราะร่างกายอันกลับกลายอ่อนแอลงนั้น จะไม่อำนวยโอกาสให้ทำการงานโดยมีประสิทธิภาพได้…”

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
เพื่อเชิญไปอ่านในการประชุมสัมมนาเรื่องการออกกำลังเพื่อสุขภาพ
วันพุธที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๓

ชวนศึกษา: รวมธรรมะพระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ ประจำเดือน กันยายน ถึง ตุลาคม ๒๕๖๐

ชวนศึกษา: รวมธรรมะพระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ ประจำเดือน กันยายน ถึง ตุลาคม ๒๕๖๐

รวมการเทศน์ทางสื่อในเดือนกันยายนและตุลาคม ๒๕๖๐ ไว้ในหน้านี้ แต่สำหรับเดือนถัดๆ ไปจะรวมไว้ทีละเดือนครับ

 

เทศน์เนสัชชิก

วีดีโอการเทศน์ คลิกที่นี่

วันเสาร์ที่ ๑๔ ต.ค.๒๕๖๐ เวลา ๒๔.๐๐ (มีช่วงสัญญาณขาดหาย)

วันศุกร์ที่ ๑๓ ต.ค.๒๕๖๐ เวลา ๒๔.๐๐

วันเสาร์ที่ ๓๐ ก.ย.๒๕๖๐ เวลา ๒๔.๐๐

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ก.ย.๒๕๖๐ เวลา ๒๔.๐๐

วันเสาร์ที่ ๑๖ ก.ย.๒๕๖๐ เวลา ๒๔.๐๐

วันพุธที่ ๑๓ ก.ย.๒๕๖๐ เวลา ๒๔.๐๐

รายการธรรมะสว่างใจ

วีดีโอรายการ คลิกที่นี่

วันพุธที่ ๑๑ ต.ค.๒๕๖๐

วันศุกร์ที่ ๒๙ ก.ย.๒๕๖๐

วันพุธที่ ๒๗ ก.ย.๒๕๖๐

วันศุกร์ที่ ๑๕ ก.ย.๒๕๖๐

วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ ก.ย.๒๕๖๐

วันศุกร์ที่ ๑ ก.ย.๒๕๖๐ ธรรมะสว่างใจ