คำถาม (ส่วนที่ ๒ คำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา)

การปฏิบัติในพระพุทธศาสนามีหลายวิธีการ ซึ่งถ้านำมาแยกย่อยก็มี สมถะกับวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติจะเริ่มด้วยวิธีใดก่อนดีครับ? เพราะเท่าที่ได้อ่านได้ฟังมาก็จะมีวิธีการใช้สมาธินำปัญญาและใช้ปัญญานำสมาธิ

คำตอบ

จริงๆ แล้วมันทำได้ทั้งสองวิธี ทำควบคู่กันไป ส่วนมากโดยที่เราไม่รู้ตัวว่าเรามีสมาธิ มันก็ใช้ปัญญานำสมาธิ ใช้ปัญญานำเพราะอะไร? ถ้าเราไม่เห็นโทษของการกระทำผิดศีลก็ไม่มีปัญญาเห็นประโยชน์หรอก ต้องใช้ปัญญานำถ้าเราไม่รู้จักว่าการกระทำอันนี้เป็นการกระทำที่ผิด เราก็หลงกระทำอยู่นั่นแหละ มันต้องมีปัญญาเห็นว่าเรากระทำกรรมนี้ลงไปแล้วจะเป็นโทษแก่ตัวเรา แก่บุคคลอื่น ทั้งในปัจจุบันและภายภาคหน้ามันจึงจะเลิกได้ นั่นปัญญาเห็น ถ้าปัญญาไม่เห็นโทษของการกระทำผิดศีล มันก็ไม่มีปัญญาในการรักษาศีล มันต้องมีปัญญาก่อน

เช่น เรามีความทุกข์ใจ มีความไม่สบายใจ มีความฟุ้งซ่านภายในใจนะ เราต้องเห็นตรงนี้ก่อน เราจึงมาทำสมาธิ ถ้าจิตเราฟุ้งซ่านปรุงแต่งไปในเรื่องไร้สาระ เป็นความคิดที่เป็นอกุศล เป็นความคิดที่เป็นบาป เป็นความคิดที่ไม่ดีเนี่ย เรามีสติเห็นตรงนั้นน่ะ เราต้องการที่จะควบคุมใจให้เราสงบ ควบคุมใจเราให้ได้ เราก็ต้องทำสมาธิไง มันก็จะกลับมาทำสมถะ มันต้องมีปัญญาก่อน พอเราเห็นนะว่าจิตใจเราทำไมมันว้าวุ่นขนาดนี้ เราต้องการให้ใจเราสงบทำยังไง มันกลับมาทำกรรมฐาน ก็ต้องมาหาวิธีแล้วว่าเราจะทำสมาธิแนวไหน อย่างที่เราไปศึกษากัน บางสำนักก็อานาปานสติกรรมฐาน กำหนดลมหายใจ บางสำนักก็ พุทธานุสติกรรมฐาน บางสำนักก็ยุบหนอพองหนอ บางสำนักก็สัมมาอรหัง แล้วแต่ที่ที่จะไป แล้วแต่กรรมไปศึกษา แต่กรรมฐาน ๔๐ กอง จะเป็น กสิน ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสติ ๑๐ ก็แล้วแต่ มันเป็นสมถกรรมฐานเพื่อให้จิตสงบ แต่แล้วแต่ว่าอุบายจริตนิสัยบารมีของแต่ละคนนั้นจะถูกกับกรรมฐานบทใด เอามาเป็นพื้นฐานของจิตแค่นั้น เช่น ภาวนาพุทธานุสติกรรมฐานกำหนดพุทโธก็เพื่อให้จิตสงบ ระลึกถึงสังฆานุสติกรรมฐานนี่ ระลึกถึงครูบาอาจารย์พระอรหันตสาวกก็เพื่อให้จิตสงบ กำหนดอานาปานสติกรรมฐานกำหนดลมหายใจเข้าออกนี่รู้ลมสัมผัส ก็เป็นสมถกรรมฐานเพื่อให้จิตสงบ มันเป็นอุบายเพื่อให้จิตสงบหมด

แต่ว่าสิ่งที่จะเกิดวิปัสสนากรรมฐานนี่ เมื่อจิตสงบแล้ว เราก็เอาความสงบนั้นมาใช้ คือว่าจิตสงบแล้ว มันจะเกิดพลังของสติขึ้นมา เราเอาพลังของสติปัญญามาใช้พิจารณากาย พิจารณาอารมณ์ภายในใจของเรา นี่แหละจึงจะเกิดวิปัสสนา เพราะเราจะเห็นว่าร่างกายไม่เที่ยง ร่างกายไม่ใช่ตัวตน มาพิจารณาอารมณ์ มันก็จะเห็นอารมณ์นี้ มีความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มันจะเป็นวิปัสสนา ต้องมีสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน มันจะอยู่ด้วยกัน อยู่ที่ใจดวงเดียวกันนี่แหละ

บางคนมาถามนะว่า “ศีล สมาธิ ปัญญา นี่มันคนละตัวกันหรือเปล่า?” ถามหลวงพ่อชานะ หลวงพ่อชาก็ว่า “มะม่วงลูกเล็กๆ มะม่วงที่แก่ มะม่วงที่สุกมันคนละในกันเหรอ?” มะม่วงลูกเดียว มันจากเล็กๆ แล้วมันเป็นที่มันแก่ขึ้นมาหน่อย แล้วมันห่ามแล้วก็สุก มันใบเดียวกันน่ะ ศีลก็อยู่ที่ใจ สมาธิอยู่ที่ใจ ปัญญาก็อยู่ที่ใจ มันเกิดด้วยกันอยู่ที่ใจนี้นะ มันต้องมีปัญญาเป็นวงจร คล้ายๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญานี่ มันเป็นวงจร มันต้องมีปัญญาเห็นโทษของการผิดศีล รักษาศีลได้ เมื่อรักษาศีล ศีลมันก็เกื้อหนุน กายสงบ วาจาสงบ ทำสมาธิภาวนาจิตมันก็สงบ เมื่อทำสมาธิจิตสงบ ก็จะเกื้อหนุนให้เกิดปัญญาเอง เป็นวงจรต่อเนื่องกันเลย มันจะเริ่มจากปัญญาก่อนก็ได้

บางคนที่ว่าถ้าศีลยังไม่ปกติเรายุ่งหน้าที่การงานนี้ บางคนก็ไม่ฉลาดนะ ศีล ๕ เรายังไม่ได้ งั้นเรายังไม่ทำสมาธิ ไม่นั่งสมาธิ กลัวนั่งไม่ได้ นั่งได้เลย สมมติศีลเรานี่ รักษาได้ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ไม่ถึง ๕ ข้อนะ ฝึกนั่งได้เลย ไม่ใช่ว่านั่งไม่ได้เพราะว่าศีลเรายังไม่ปกติจะทำสมาธิเจริญภาวนาไม่ได้ ไม่ใช่ ทำได้เลย เพราะอะไรรู้ไหม? ทำไปแล้ว เมื่อจิตใจสงบแล้วมันจะกลับมารักษาศีล ปัญญามันจะเกิดอีก พอจิตมันสงบปั๊บมันจะเห็นว่า จิตสงบแบบนี้เราอยากจะสงบให้มากกว่านี้อีก จะทรงความสงบให้ได้ทำอย่างไร? มันก็จะมีสติปัญญารู้ว่าจะต้องรักษาศีล มันจะฉลาด เอาตรงไหนก่อนก็ได้ ศีล ไม่ใช่ว่ามันจะต้องครบเป๊ะครบ ๕ วันนี้จึงจะนั่งสมาธิได้ วันนี้ศีล ๔ ศีล ๓ ศีล ๒ เอง ศีลขาด นั่งสมาธิไม่ได้ ไม่ใช่ เรารักษาศีลได้ข้อหนึ่งสองข้อก็นั่งได้ เดี๋ยวมันจะสงบจะมีปัญญาเองล่ะ ว่าเราอยากจะพบกับความสงบนั้นอีก อยากจะมีความสุขของสมาธิที่มันมากขึ้น อยากจะรักษาตรงนี้ไว้ และจะมีปัญญาว่าถ้าอยากจะให้จิตสงบมากขึ้น มันต้องรักษาศีล ถ้าศีลบริสุทธิ์แล้วสมาธิมันจะเกิดขึ้นได้ง่าย มันจะต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้นทำได้หมด

จากหนังสือ “ถามตอบปัญหาธรรม เล่ม ๑” ท่านอาจารย์พระอัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตฺโต