คำถาม

อย่างสายของท่านอาจารย์ เป็นสายกรรมฐานที่เปิดโอกาสให้สร้างบารมีด้านวัตถุด้วย ซึ่งคนไม่ค่อยจะได้เจอ คิดว่าคนจะสนใจอยากจะมาทำกันครับ

คำตอบ

คือว่าเราคิดหลายแง่หลายมุม เช่นตอนที่เราเปิดสำนักปี ๒๕๓๖ เราอาศัยครอบครัวหนึ่ง คือครอบครัวของโยมฮุ้นนี่ เขาอุปัฏฐากดูแลเรื่องอาหารทุกอย่าง ปัจจัย ๔ พร้อม พระก็ไม่กี่รูป ตอนพระครบ ๕ รูปแล้วเราพิจารณาว่า เราไม่อยากมีกฐินไง ถ้ามีกฐินพระก็ต้องมาจัดเตรียมสถานที่แล้วโยมมาเยอะๆ เราเป็นพระที่ชอบสงบเงียบ เราก็เลยคิดในใจว่าเราจะไม่มีกฐินหรอก

แต่มาพิจารณาดูว่า ทำไมพระพุทธองค์จึงมีพุทธานุญาตให้มีกฐินได้ เราก็คิดพิจารณาย้อนดูว่า แล้วแต่ก่อนในอดีตชาติ เราสร้างบารมีมาแบบไหน เราไม่เคยทำทานบารมีเหรอ? เราก็ว่าเราเคยทำ เราไม่เคยถวายผ้าป่ากฐินเหรอ? เราเคยทำ แล้วทำไมทุกวันนี้เราจะปิดกั้นไม่ให้คนอื่นรุ่นใหม่ได้สร้างบารมี เราก็เลยมาคิดว่าเราทำไมจะมาปิดกั้นให้ลูกศิษย์ที่มาใหม่ไม่ได้สร้างบุญสร้างกุศล เรามาอยู่ในปัจจุบันชาติแต่เดินเราเคยสร้างทานบารมีมาไหม? เคยสร้างกุฏิวิหารหรือว่ากฐินผ้าป่าไหม? ก็เคย แล้วพระพุทธองค์ทำไมมีพุทธานุญาตว่าถ้าพระภิกษุครบ ๕ รูปให้แต่ละวัดจัดกฐินได้ ให้โยมได้มีโอกาสได้ถวายผ้ากฐินเพื่อพระได้ผลัดเปลี่ยนบริขารที่ชำรุดเนี่ย เราคิดว่าความเห็นของเราทิ้งไปเลย เอาความเห็นของพระพุทธองค์เนี่ยเป็นหนึ่งไม่มีสอง กระทั่งความเห็นเรื่องกฐินท่านก็ไม่พร่ำเพรื่อ แค่ปีหนึ่งมีครั้งเดียว ภายในระยะเวลา ๑​ เดือนหลังออกพรรษา ความเห็นของท่านย่อมถูกต้อง เราจึงทิ้งความเห็นของเรา นี่ทิ้งง่ายๆ เมื่อเทียบเคียงกับพระพุทธองค์

เราก็คิดว่าในการทำอะไรที่ผ่านชีวิตซึ่งอาพาธมาปีหนึ่งแล้ว เราก็คิดว่าชีวิตส่วนที่เหลือเนี่ย เราจะพาโยมสร้างบุญบารมี ในการสร้างพระประธานก็ดี สร้างโบสถ์ก็ดี สร้างเจดีย์ก็ดี สร้างเสนาสนะต่างๆ ให้เขาได้สร้างบารมีตรงนี้ และเพื่อทำความเห็นชอบให้มันเกิดขึ้น จะชี้ทางบอกทาง ในการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้มีความเห็นที่ถูกต้องในอันที่จะเป็นไปเพื่อพระนิพพาน จุดประสงค์ที่เราอยู่ในการที่เราอาพาธ ส่วนที่เหลือเราจะทำตรงนี้ อันนี้ก็แล้วแต่กรรมว่าใครได้เข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็แนะนำชี้ทางบอกทางแค่นั้นล่ะ อันนี้เป็นความตั้งใจเรานะ

เพราะเราบอกไว้แล้วว่าตอนเราอาพาธนี่ ที่เราอาพาธทุกคนก็เป็นห่วง เพราะเราอาพาธเป็นมะเร็งขั้น ๓ เราก็บอกกับตนเองว่า อธิษฐานบารมีไว้ว่า ถ้าเราจะเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาในกาลต่อไปก็ขอให้ผ่านอาพาธโรคร้ายแรงนี้ให้ได้ ทีนี้ทางเลือกก็มี ๒ ทาง จะผ่าหรือไม่ผ่า ทางเลือกไหนดีที่สุดให้ออกไปทางเลือกนั้น อธิษฐานไว้ แต่วิบากกรรมเรามันก็ต้องผ่า แล้วก็มารักษาแผนโบราณด้วย แผนยาสมุนไพรด้วย คือว่าจริงๆ แล้วใจของเรามันพร้อมพอสมควร คือว่า เราได้ยินเขาบอกว่าเป็นมะเร็ง จิตของเรามันก็เฉย มันไม่สะทกสะท้านเลย แล้วถ้ากายจะแตกมันก็ไม่มีห่วงอะไรเลย ไม่มีห่วงทั้งหลายในโลกนี้ แต่ว่าลูกศิษย์ร้องไห้ ลูกศิษย์อยากให้อยู่ นิมนต์ให้อยู่ อาราธนานิมนต์ไว้ เราก็มีความคิดสงสาร เราก็คิดว่าถ้าขันธ์ยังทรงตัวอยู่ได้ ก็เลยอธิษฐานอยู่ แค่นั้นเอง จะอยู่ก็ให้ได้ทำประโยชน์เพื่อพระพุทธ์ศาสนา ได้แนะนำชี้ทางให้คนทั้งหลายได้มีความเห็นชอบเท่านั้นเอง

จากหนังสือ “ถามตอบปัญหาธรรม เล่ม ๑” ท่านอาจารย์พระอัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตฺโต