เรื่องเล่าที่ ๑๒ เห็นไฟหายหนาว

ที่แอฟริกา เศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนขี้เบื่อมากๆ คงเป็นเพราะเขารวยและมีเวลาว่างมากเกินไป เขาจึงชอบคิดแผลงๆ หาอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มากระตุ้นอารมณ์ตนเอง วันหนึ่งเขามองไปที่เทือกเขาสูงนอกเมืองแล้วพูดกับคนรับใช้ของเขาว่า

เศรษฐี “ฉันสงสัยจังว่าคนเราจะสามารถยืนแก้ผ้าทั้งคืนบนยอดเขาสูงนู่นได้มั้ย แบบว่าไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีอาหาร ไม่มีเสื้อผ้าอะไรทั้งนั้นนายว่าไง”

คนรับใช้ไม่ค่อยได้ฟังนายพูดเท่าไหร่ เพราะนายมักพูดเพ้อเจ้ออยู่เป็นประจำ เขาจึงเออออห่อหมกตามประสาคนรับใช้ที่ไม่ต้องการขัดใจนาย

คนรับใช้ “ครับ..ครับ”

เศรษฐี “เอาอย่างนี้ดีกว่า เรามาพนันกันเถอะ ฉันขอพนันว่านายทำไม่ได้”

คนรับใช้ “ผมไม่เล่นด้วยหรอก ผมไม่มีอะไรจะพนันกับเจ้านายหรอกครับ”

เศรษฐี “ไม่ได้.. ไม่ได้.. นายต้องพนันกับฉัน ถ้านายแพ้ นายก็ไม่ต้องเสียอะไร แต่ถ้านายสามารถยืนแก้ผ้าบนยอดเขาตลอดคืน ไม่กินไม่ดื่มอะไร และไม่มีไฟให้ผิงนะ ฉันจะยกที่ดินให้นาย เอาไปสิบไร่เลย แล้วแถมวัวให้อีกสี่ตัวด้วย ตกลงมั้ย”

คนรับใช้ไม่มีทางเลี่ยง และการพนันขันต่อนี้ ถ้าเขาเกิดทำได้ขึ้นมาจริงๆ เขาก็มีโอกาสจะลืมตาอ้าปาก มีสมบัติตั้งเนื้อตั้งตัวได้

คนรับใช้ “ตกลงครับเจ้านาย ผมจะลองดู”

เศรษฐี “deal done!… ตกลงตามนั้นเลย…”

เมื่อตกลงกับเจ้านายไปแล้ว คนรับใช้เริ่มคิดวิตกว่า “เอ! จะทำยังไงดีนะ… เราจะหนาวตายบนยอดเขามั้ยเนี่ย.. แต่เราอยากทำให้สำเร็จเพราะจะได้มีที่ดินมีวัวไว้ตั้งตัว เราไปปรึกษาขอคำแนะนำจากหลวงพ่อบนเขาดีกว่า” หลวงพ่อรูปนั้นอาศัยอยู่บนภูเขาอีกลูกหนึ่งในเทือกเขานั้น และเขาเคารพนับถือท่านมานานแล้ว เมื่อหลวงพ่อทราบเรื่องราวการพนันขันต่อนี้…

หลวงพ่อ “ที่ๆ เธอจะต้องไปยืนเปลือยกายอยู่ทั้งคืนน่ะมันสูงนับพันเมตรเชียวนะ ลมแรงและอันตรายมากทีเดียว แต่ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ถ้าจิตใจเธอเข้มแข็ง เธอจะต้องทำได้ หลวงพ่อจะขึ้นไปอยู่บนยอดเขาลูกนี้ก่อไฟไว้ เธอจะมองเห็นกองไฟของหลวงพ่อจากจุดที่เธอยืน เธอจงเพ่งมองมาที่กองไฟนะ ตั้งจิตให้มั่นระลึกอยู่ตลอดเวลาว่า หลวงพ่อกำลังนั่งดูแลกองไฟให้ความอบอุ่นแก่เธออยู่”

ด้วยความดีใจ คนรับใช้ รีบรับคำ “ตกลงครับ ผมขอกราบขอบพระคุณท่านมาก”

คืนวันนั้น เขาขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขาพร้อมกับบริวารของเศรษฐีอีกสี่คน ซึ่งมาเป็นสักขีพยานให้เศรษฐี เขาถอดเสื้อผ้าออกหมด ลมพัด ฮู้…ฮู้…ฮู้… ทั้งหนาวทั้งแรงจนร่างกายเขาสั่นสะท้าน เขามองไปยังยอดเขาที่หลวงพ่ออยู่ เห็นกองไฟอยู่ลิบๆ หลวงพ่อท่านทำตามที่พูด ท่านช่างมีเมตตาต่อเขาจริงๆ ยอมลำบากกายเพื่อช่วยเขา ท่านต้องนั่งบนยอดเขาทั้งคืนเพื่อดูแลกองไฟให้ลุกโชนเพื่อเขา เขาเกิดกำลังใจฮึดสู้ ตั้งจิตมั่นเพ่งไปที่กองไฟของหลวงพ่อ นึกถึงความอบอุ่นของกองไฟและความเมตตาของหลวงพ่อ เขารู้สึกอบอุ่นใจมากแม้กายจะทนทุกข์ทรมานจากความหนาวจนเกือบจะทนไม่ไหว.. ในที่สุด… เขาก็สามารถยืนเปลือยกายต้านลมหนาวได้ตลอดทั้งคืน

คนรับใช้คิดด้วยความปลาบปลื้ม “โฮ้ย! เราทำได้! เราชนะแล้ว! เรารวยแล้ว” เขารีบใส่เสื้อผ้าแล้วเดินลงเขาไปหาเศรษฐี

คนรับใช้ “ผมทำได้สำเร็จแล้วครับเจ้านาย”

เศรษฐี “เป็นไปไม่ได้ ใครจะไปยืนแก้ผ้าบนนั้นได้ทั้งคืน”

บรรดาสักขีพยานต่างยืนยันต่อเศรษฐีว่าคนรับใช้หนุ่มทำได้จริงๆ

เศรษฐี “เราก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี มันเป็นไปได้อย่างไรกัน”

คนรับใช้ คนซี่อ “ผมเพ่งมองไปที่กองไฟที่หลวงพ่อของผมจุดไว้ที่ยอดเขาอีกลูกครับ มันช่วยให้ผมรู้สึกอุ่นใจพอที่จะเอาตัวรอดมาได้ทั้งคืน”

เศรษฐี “อ้าว! งั้นนายก็ผิดสัญญานะสิ เราตกลงกันไว้แล้วนี่ว่า ไม่มีไฟ แต่นี่นายมีไฟตลอดคืนเลย.. ไป…ไป๊… นายอดทั้งที่ดินทั้งวัวแล้วล่ะ”

คนรับใช้เสียใจมาก เขากัดฟันอดทนสู้ขนาดหนักจนทำได้สำเร็จแต่กลับไม่ได้อะไรสักอย่าง เขารู้สึกทนไม่ได้จริงๆ จึงไปฟ้องศาล แต่ผู้พิพากษาก็เกิดเป็นเพื่อนกับเจ้านายเขาเสียอีก จึงตัดสินอย่างไร้ความยุติธรรม

ผู้พิพากษา “เมื่อข้อตกลงคือไม่มีไฟ การที่คุณเพ่งมองกองไฟทั้งคืนตามกฎหมายถือว่ามีไฟ”

คนรับใช้จนปัญญา จีงแบกความผิดหวังกลับไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง

หลวงพ่อ “ไม่เป็นไรๆ ค่อยๆ คิดนะ หลวงพ่อมีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นเศรษฐีอยู่กลุ่มไฮโซฯ เดียวกันกับเจ้านายของเจ้านั่นแหละ เขาเป็นคนตรง หลวงพ่อจะเชิญเขามาปรึกษา”

เมื่อหลวงพ่อได้ปรึกษากับลูกศิษย์เศรษฐีของท่าน เขาเป็นคนดีมีคุณธรรมและเปี่ยมไปด้วยปัญญา เขารับปากจะไปจัดการเรื่องนี้ให้เมื่อเขากลับถึงเมือง เขารีบส่งคนไปเชิญเพื่อนฝูงทั้งหมดซึ่งล้วนเป็นคนดังในวงสังคมรวมทั้งเศรษฐีขี้เบื่อและเพื่อนผู้พิพากษามางานปาร์ตี้บ้านเขา ในเย็นวันรุ่งขึ้น ทุกๆ คนตอบรับคำเชิญ เพราะอาหารที่บ้านเศรษฐีคนนี้อร่อยมากๆ และกินได้ไม่อั้น หลายๆ คนจึงงดอาหารกลางวัน และบางคนถึงกับงดอาหารเช้าด้วย เพื่อเตรียมพื้นที่ในท้องไว้รอรับอาหารเด็ดๆ มื้อนี้

แขกรับเชิญไปถึงบ้านเศรษฐีลูกศิษย์หลวงพ่อโดยพร้อมเพรียงกันตั้งแต่หัวค่ำ นั่งคุยรออาหารพร้อมอยู่ในห้องรับแขก กลิ่นอาหารหอมอร่อยโชยมาๆๆ อยู่ตลอดเวลาจนท้องของทุกคนร้องจ็อกๆๆ ต่างจินตนาการถึงอาหารว่าเป็นนั่นเป็นนี่ แต่รออยู่นานก็ยังไม่มีใครยกอาหารออกมาเสียที จนทุกคนเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงเซ็งแซ่ถามหาเจ้าของบ้าน

ในที่สุดเศรษฐีเจ้าของบ้านก็เดินยิ้มเข้ามา บรรดาแขกเหรื่อรุมถาม “อาหารอยู่ไหนล่ะ … ท่านให้พวกเราคอยนานเหลือเกิน…. เราหิวจะแย่อยู่แล้วนะ…”

เศรษฐีเจ้าของบ้าน “อ้าว! พวกท่านจะหิวได้อย่างไร ท่านก็ได้กลิ่นอาหารไปตั้งนานแล้วไม่ใช่รึ”

เพื่อนๆ งง “ได้กลิ่นอาหารแล้วมันจะมีความหมายอะไรเล่า กลิ่นมันไม่ใช่อาหารนะ ได้กลิ่นแล้วเราจะไปหายหิวได้อย่างไร”

เศรษฐีเจ้าของบ้าน “อ้าว! มันก็เหมือนลูกน้องของเศรษฐีเพื่อนเราไงล่ะ ไปยืนหนาวอยู่บนยอดเขาตลอดคืน เพ่งมองกองไฟจากอีกยอดเขาหนึ่ง ความอบอุ่นไม่ได้มาถึงซักหน่อย แต่ก็ถูกตัดสินไปเรียบร้อยแล้วว่าผิดสัญญาเพราะมีไฟ”

เศรษฐีขี้เบื่อฟังแล้วรู้สึกอายมากจนหน้าแดง เพื่อนผู้พิพากษาขอเขาก็เช่นกัน ต่อจากนั้นลูกศิษย์ผู้มีปัญญาของหลวงพ่อก็ขอโทษขอโพยแขกที่ต้องรอนาน และรีบสั่งให้บริวารยกอาหารอร่อยๆ ออกมาเลี้ยงดูกัน วิธีการอันชาญฉลาดของเขาทำให้เศรษฐีขี้เบื่อเรียกคนรับใช้มาพบและยกที่ดินสิบไร่พร้อมวัวสี่ตัวให้เขาตามที่ได้ตกลงกันไว้

จากหนังสือ “โหลหนึ่งก็ถึง คุณธรรม ๑๒ ประการเพื่อความสำเร็จในการศึกษาวิถีพุทธ”