พราหมณ์เฒ่าชาวสาเกต
แรกเห็นก็นึกรักพุทธะด้วยอำนาจบุพเพสันนิวาส

ครั้งพุทธกาล สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในเมืองสาเกต พร้อมด้วยหมู่ภิกษุ เวลาเช้าเสด็จเข้าเมืองเพื่อบิณฑบาต ขณะนั้นพราหมณ์เฒ่าชาวสาเกตคนหนึ่งกำลังจะออกไปนอกเมือง ทันทีที่เขามองเห็นพระพุทธเจ้า เขาก็ตรงเข้าไปคุกเข่าหมอบกราบลงแทบพระยุคลบาท ใช้มือยึดข้อพระบาทไว้แน่น พลางกราบทูลว่า “ลูกพ่อ ธรรมดาคนเป็นลูกจะต้องปรนนิบัติดูแลพ่อแม่ผู้แก่เฒ่ามิใช่หรือ เหตุไรพ่อถึงไม่มาหาเราตลอดกาลนาน ตอนนี้เราพ่อลูกพบกันแล้ว พ่อจงไปพบกับแม่เถิด” แล้วพาพระพุทธเจ้าไปที่บ้าน

พระพุทธเจ้าเสด็จถึงเรือนแล้ว ประทับนั่งพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ นางพราหมณีรู้ข่าวจากสามีแล้วรีบมาต้อนรับ หมอบลงแทบพระยุคลบาทพลางร่ำไห้ว่า “พ่อคุณของแม่ พ่อไปอยู่ที่ไหนมาตั้งนาน ธรรมดาคนเป็นลูกนั้น.. จะต้องอยู่ดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่ามิใช่หรือ?” แล้วเรียกลูกๆ ออกมาว่า “พวกเจ้าจงรีบมาไหว้พี่ชายของพวกเจ้า”

ครอบครัวพราหมณ์ต่างดีใจช่วยกันถวายมหาทาน พระพุทธเจ้าเสวยเสร็จแล้ว ตรัสพระธรรมเทศนา (=ชราสูตรในสุตตนิบาต) จบแล้วพราหมณ์และภรรยาได้บรรลุอนาคามิผล จากนั้นทรงพาภิกษุกลับสู่พระวิหารอัญชนวัน

วันต่อมาพวกภิกษุนั่งสนทนากันในโรงธรรมว่า

“พราหมณ์ก็รู้อยู่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ทั้งน่าจะรู้ว่าพระบิดามารดาของพระพุทธเจ้า คือ พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางมหามายา แต่เหตุใดยังบอกแก่ภรรยาว่าพระพุทธเจ้าเป็นลูกของเรา ลูกของเรามาแล้ว แม้พระศาสดาเองก็ทรงรับสมอ้างเป็นลูกของพวกเขาด้วย”

พระพุทธเจ้าทรงสดับถ้อยคำของพวกภิกษุแล้ว เสด็จมาตรัสว่า…

“ภิกษุทั้งหลาย ทั้งสองท่านเรียกเราว่าบุตรน่ะถูกต้องแล้ว เพราะพราหมณ์คนนี้ในอดีตกาลเคยเป็นบิดาของเรา ๕๐๐​ ชาติ เป็นอา ๕๐๐ ชาติ เป็นปู่ ๕๐๐ ชาติ สืบต่อกันเรื่อยมาไม่ขาดตอน, แม้นางพราหมณีก็เคยเป็นแม่ของเรา ๕๐๐​ ชาติ เป็นน้า ๕๐๐​ ชาติ เป็นย่า ๕๐๐​ ชาติ สืบต่อกันเรื่อยมาไม่ขาดเช่นกัน เราเจริญเติบโตในมือของพราหมณ์ ๑,๕๐๐ ชาติ และในมือของนางพราหมณี ๑,๕๐๐ ชาติ อย่างนี้แล”

เป็นอันตรัสถึงชาติในอดีตรวม ๓,๐๐๐ ชาติ บัดนี้พระองค์ตรัสรู้แล้ว จบแล้วตรัสว่า “(เมื่อได้พบเห็นใคร) ใจจดจ่ออยู่ในผู้ใด จิตเลื่อมใสในผู้ใด พึงสนิทสนมคุ้นเคยในผู้นั้น ทั้งๆ ที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน” (= เป็นไปด้วยอำนาจความรักที่เคยมีมาในครั้งก่อนๆ, ดู ขุ.ชา.เอกนิบาต ข้อ ๖๘)

ภิกษุทั้งหลายทราบลูกว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุใดหนอ เมื่อคนบางคนในโลกนี้ได้พบเห็นกันแล้วจิตใจก็เมินเฉย แต่สำหรับบางคน ได้พบเห็นกันแล้วจิตใจก็เลื่อมใส?

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

“ความรักนั้นเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการคือ

    ๑. ด้วยการอยู่ร่วมกันตั้งแต่ชาติปางก่อน (บุพเพสันนิวาส)

    ๒. ด้วยความเกื้อกูลกันและกันในปัจจุบัน

เหมือนดอกอุบลและพืชน้ำต่างๆ เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือ น้ำและโคลนตม ฉะนั้น”

อธิบายพระพุทธดำรัสนี้ ดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย ธรรมความรักย่อมเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ

คือ การได้เคยเป็นมารดา บิดา ธิดา บุตร

พี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิง สามี ภรรยา

หรือเป็นมิตรสหายกันมาตั้งแต่ภพก่อน

เคยอยู่ร่วมช่วยเหลือกันมา

ความรักนั้นย่อมไม่หายไป ยังติดตามไปสู่ภพอื่นๆ

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการอยู่ร่วมกันในปางก่อนอย่างหนึ่ง

กับเพราะการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในอัตภาพปัจจุบันนี้อีกอย่างหนึ่ง”

 

ดู สาเกตชาดก : ขุ.ชา.เอกนิบาต ข้อ ๖๘, ชา.อ.๑/๒/๑๑๙-๑๒๑, ขุ.ชา.ทุกนิบาต ข้อ ๓๒๓-๔, ชา.อ.๑/๓/๓๕๑-๓

คติสำคัญของเรื่อง

ความรักไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ

แต่มีเหตุให้เกิดความรู้สึกรัก คือ บุพเพสันนิวาส

และการทำประโยชน์ให้กันและกันในปัจจุบันนี้