มโหสธบัณฑิต
วินิจฉัยคดีใครเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็ก?

ครั้งอดีตกาล มารดาคนหนึ่งพาบุตรไปที่สระโบกขรณี อุ้มบุตรน้อยลงอาบน้ำ แล้วให้นั่งรอบนฝ้าสาฏก จากนั้นตนเองก็ลงสระเพื่อล้างหน้า

ขณะนั้นนางยักษิณีผ่านมา เห็นเด็กแล้วนึกอยากกิน จึงแปลงตัวเป็นสตรีเดินมาถามผู้เป็นมารดาว่า “สหายเอ๋ย ทารกคนนี้น่าดูน่าชมจริงหนอ เป็นลูกของท่านหรือ?” มารดารับว่าใช่แล้ว เด็กคนนี้เป็นลูกของเรา, นางยักษ์แปลงขออนุญาตทดลองให้นมทารกบ้าง มารดาก็อนุญาต

นางยักษ์นั้นอุ้มทารกเล่าหน่อยหนึ่ง แล้วฉวยโอกาสอุ้มพาหนี มารดาของทารกเห็นแล้วรีบวิ่งขึ้นจากสระวิ่งไปจับผ้าของนางยักษ์ไว้ ถามว่า “แกจะพาลูกข้าไปไหน?” นางยักษ์กล่าวว่า “ลูกของเจ้าซะที่ไหน ลูกของเราต่างหาก ทั้งสองทะเลากันส่งเสียงดังลั่นไปถึงศาลาที่มโหสธบัณฑิตนั่งอยู่

มโหสธบัณฑิตในขณะนั้นมีอายุเพียง ๗ ขวบ (= พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมโหสธบัณฑิต บำเพ็ญปัญญาบารมี เป็นบุตรของมหาเศรษฐีสิริวัฑฒกะ แห่งบ้านปาจีนยาวมัชฌคาม เขาเล่นกับเพื่อนอยู่กลางแจ้งเกิดความลำบาก จึงให้บิดาและพ่อแม่ของเพื่อนๆ ๑,๐๐๐ คน บริจาคคนละ ๑ กหาปณะ ให้ช่างสร้างศาลา และแบ่งเป็นห้องๆ เช่น ห้องสำหรับสมณพราหมณ์แวะพัก ห้องสำหรับหญิงคลอดบุตร และห้องเล่นกันของเขากับเพื่อนๆ ดังนี้เป็นต้น)

มโหสธบัณฑิตเรียกหญิงสองคนที่กำลังทะเลาะกันเข้ามาถามว่าเรื่องเป็นอย่างไร? หญิงทั้งสองต่างเล่าเรื่องของตน ต่างอ้างว่าตนเป็นมารดาของทารกคนนี้ มโหสธคิดว่าหญิงคนหนึ่งต้องเป็นนางยักษ์แน่ๆ เพราะนัยน์ตาแดงกล่ำ และไม่กระพริบเลย ทั้งไม่มีเงาปรากฏ ทั้งสองนางต่างก็ได้ยินกิตติศัพท์ความเป็นบัณฑิตของมโหสธ จึงตกลงกันให้เขาวินิจฉัยคดี

มโหสธจึงขีดแผ่นดินเป็นรอยยาว แล้วให้ทารกน้อยนอนอยู่ตรงกลางเส้นที่ขีดนั้น แล้วให้างยักษ์แปลงจับมือเด็กไว้ ให้หญิงมารดาจับเท้าไว้ แล้วบอกกติกาว่า “ใครฉุดลากทารกพ้นจากเส้นแดนเข้าไปในเขตของตนได้ คนนั้นก็ย่อมเป็นแม่” แล้วส่งสัญญาณ

หญิงทั้งสองต่างฉุดคร่าทารกเข้าไปหาตนเอง เด็กน้อยร้องไห้จ้าเพราะความเจ็บปวด เมื่อเห็นลูกตกอยู่ในความทุกข์นั้น มารดาที่แท้จึงรีบปล่อยเท้าลูก แล้วยืนร้องไห้

มโหสธบัณฑิตถามประชาชนที่เข้ามามุงดูว่า

“คนที่เป็นแม่ย่อมมีใจอ่อน หรือว่าใจของคนที่ไม่ใช่แม่อ่อน?”

    มหาชนตอบว่า “คนเป็นแม่ย่อมใจอ่อน”

    ถามว่า “รู้หรือยังว่าใครเป็นมารดาแท้ คนที่ฉุดคร่าได้ทารกไป? หรือว่าคนที่ยอมปล่อยทารก?”

    ตอบว่า “คนที่ยอมปล่อยลูกย่อมเป็นมารดาแท้”

ถามว่า “รู้หรือยังว่าใครเป็นคนขโมยทารก?”

    ตอบว่า “ยังไม่ทราบ”

    มโหสธเฉลยว่า “นางคนนี้เป็นยักษ์ ฉุดคร่าเพื่อเอาทารกไปกิน”

    ถามว่า รู้ได้อย่างไร?

มโหสธตอบว่า “ไม่มีข้อสงสัยเลย เพราะนางคนนี้ตาแดงกล่ำ ตาไม่กระพริบ ไม่มีเงาเหมือนพวกเรา และปราศจากความกรุณา”

    แล้วถามนางยักษ์แปลงว่า “ท่านเป็นใคร?”

    นางยักษ์แปลงตอบว่า “เราเป็นยักษิณี”

ถามว่า เจ้าจะเอาทารกไปทำไม? ตอบว่า เอาไปกิน

มโหสธจึงติเตียนว่า “นางอันธพาล ในกาลก่อนเจ้าทำบาปไว้จึงเกิดเป็นยักษ์ บัดนี้ยังจะทำบาปอีก”

นางยักษิณีรู้ว่าบัณฑิตรู้แล้ว จึงคืนร่างเป็นยักษ์ มโหสธจึงให้นางสมาทานศีล ๕ แล้วปล่อยตัวไป ฝ่ายหญิงผู้เป็นมารดาทารกกล่าวชื่นชมบัณฑิต และกล่าวว่า “ขอนายท่านจงมีอายุยืนยาวเถิด” ก่อนจะอุ้มทารกกลับไป

ดู มโหสธชาดก : ชา.อ.๒/๒/๓๐๖-๗

คติสำคัญของเรื่อง

ธรรมชาติของคนผู้เป็นแม่ คือทนต่อเสียงร้องไห้ของลูกไม่ได้

 

จากหนังสือ “นิทานกตัญญู ๑๐๐ เรื่อง”