เรื่องเล่าที่ ๙ เงินร้อยล้าน

เศรษฐีร้อยล้านคนหนึ่งหลงใหลในทรัพย์สินของตนมาก เขาถือว่าตัวเองวิเศษและสูงค่ากว่าคนอื่นเพราะเขามีเงินมากมาย วันหนึ่งเขามีโอกาสสนทนากับนักปราชญ์และบทสนทนานั้นช่วยให้เขาตาสว่างขึ้น

นักปราชญ์ “สมมุติว่าคุณไปเดินอยู่กลางทะเลทราย แล้วเกิดหลงทาง ไม่ได้กินน้ำมาสองสามวัน หิวกระหายแทบเอาชีวิตไม่รอด แล้วคุณพบเบดูอินคนหนึ่ง เขามีน้ำแก้วหนึ่ง ถ้าเขายอมแบ่งน้ำครึ่งแก้วให้คุณเพื่อแลกกับสมบัติครึ่งหนึ่งของคุณ คุณจะยอมเขาไหม”

เศรษฐี “ผมคงต้องยอมนะ เพราะตอนนั้นผมคงหิวน้ำแทบบ้าเลย” นักปราชญ์ สมมุติต่อ “แม้จะได้น้ำครึ่งแก้วแล้ว แต่มันยังไม่พอที่จะดับความกระหายของคุณได้ คุณก็ยังกระหายน้ำมากๆ อยู่ดี ถ้าเบดูอินจะยอมสละน้ำที่เหลืออีกครึ่งแก้วให้คุณเพื่อแลกกับสมบัติที่เหลือของคุณ คุณจะว่าอย่างไร”

เศรษฐี “คุณเล่นสมมุติแบบนี้ ผมอาจกำลังจะตายเพราะขาดน้ำ ผมก็ว่าผมคงต้องยอมอีกนั่นแหละ”

นักปราชญ์ “อ้าว! ถ้างั้นทรัพย์สมบัติร้อยล้านของคุณ เมื่อถึงวิกฤติจริงๆ ก็จะมีค่าเท่ากับน้ำแก้วเดียวเท่านั้นสิครับ”

เศรษฐี ยอมรับ “อืม…ก็ใช่น่ะสิ! จะทำยังได้ล่ะ…มันก็ต้องเป็นเช่นนั้นแหละ”

ท่านอาจารย์จึงว่า สิ่งที่คนเราต้องการไม่ใช่ต้องการตัวเงินหรือตัวธนบัตรที่เป็นแผ่นกระดาษ ถึงจะวางแผ่นธนบัตรเป็นที่นอนก็คงไม่ได้ทำให้หลับได้ดีกว่าคนทั่วไป สิ่งที่เราต้องการแท้ๆ ไม่ใช่ตัวเงิน คนเราต้องการความสบายใจ เปิดบัญชีเงินฝากดู… อืม!… สบายใจ…. แต่ความสบายใจมันก็เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีเงินมากถึงขนาดนั้น

พระพุทธองค์สอนว่า ผู้ครองเรือนแสวงหาโภคทรัพย์ด้วยความซื่อสัตย์ เมื่อได้แล้วก็จงรู้จักแบ่งปัน อย่าตระหนี่ รู้จักใช้เงินใช้ทองของเราให้เกิดประโยชน์ และความสุขให้มาก ทั้งแก่ครอบครัว คนรอบข้าง ศาสนาและสังคมทั่วไป ข้อสำคัญก็คือ อย่าหลงเป็นทาสของทรัพย์ และอย่าให้ทรัพย์เป็นเจ้าของเรา

ท่านบอกว่า อยู่ในกรงน่ะ จะเป็นกรงตะกั่ว กรงทองคำ หรือ กรงมีเพชรพลอยประดับประดาหรูหรา มันก็ยังเป็นกรงอยู่ดี ถ้าเรารู้สึกว่าเราอยู่ในกรงแล้ว เราก็สมควรจะรีบหาทางออกเสียโดยเร็ว

จากหนังสือ “โหลหนึ่งก็ถึง คุณธรรม ๑๒ ประการเพื่อความสำเร็จในการศึกษาวิถีพุทธ”