พระมหากัสสปเถระ กับศิษย์ผู้อดทนต่อโอวาทคำสอนไม่ได้

พระมหากัสสปะมีสัทธิวิหาริก (ภิกษุที่ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้) จำนวนมาก ตัวท่านพักอาศัยอยู่ใกล้กับถ้ำปิบผลิ เขตกรุงราชคฤห์บ่อยๆ ที่บริเวณนั้นมีทั้งกุฏิและวิหารที่มีผู้สร้างถวายท่าน

ช่วงหนึ่งท่านมีสัทธิวิหาริกคอยดูแลอุปัฏฐากอยู่ ๒ รูป ซึ่งมีนิสัยแตกต่างกัน คือ ภิกษุรูปหนึ่งกระทำวัตรปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์ด้วยความเคารพสม่ำเสมอ เช่น ตั้งน้ำใช้ น้ำฉัน ต้มน้ำ ตักน้ำ กวาดบริเวณให้พระเถระด้วยตนเอง

ภิกษุอีกรูปหนึ่งไม่ขยันอย่างนั้น มักอ้างสิ่งที่ตนไม่ได้ทำว่าตนเป็นคนทำเอง เช่น เมื่อรู้ว่าภิกษุรูปแรกนั้น ตักน้ำดื่มน้ำใช้เสร็จแล้ว ตนเองก็จะไปเรียนแก่พระมหากัสสปะว่า กระผมเตรียมน้ำดื่มให้แล้วขอรับ… กระผมจัดไม้สีฟันให้แล้วขอรับ… หรือกระผมต้มน้ำร้อนไว้ให้ท่านในโรงสรงน้ำแล้วขอรับ ดังนี้เป็นต้น

ภิกษุรูปแรกถูกกดขี่นานวันเข้าก็ไม่ชอบใจ วันหนึ่งคิดจะสั่งสอนภิกษุรูปที่ชอบอ้างสิ่งที่ตนไม่ได้ทำว่าตนทำนั้น จึงต้มน้ำด้วยหม้อน้ำเดือดแล้ว ได้ตักน้ำร้อนใส่ภาชนะอื่นแล้วแอบนำไปซ่อนไว้ เหลือน้ำร้อนไว้บนเตาไฟเพียงประมาณกระบวยเดียว เกิดไอพวยพุ่งอยู่

ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น ภิกษุรูปที่สองตื่นนอนมาเห็นหม้อน้ำมีไอพวยพุ่งอยู่ คิดว่า “ภิกษุรูปนั้นคงต้มน้ำและตักน้ำร้อนไปไว้ในโรงสรงน้ำแล้ว” จึงรีบไปไหว้และเรียนพระเถระว่า “บัดนี้กระผมต้มน้ำเสร็จแล้ว นำไปตั้งในโรงสรงแล้ว นิมนต์ท่านสรงน้ำเถิดขอรับ”

พระมหากัสสปะเดินไปยังโรงสรง หมายจะสรงน้ำมีภิกษุนั้นเดิมตามมาด้วย เข้าไปแล้วกลับไม่เห็นน้ำร้อน ท่านถามภิกษุรูปที่ชอบอ้างว่า “ไหนเล่าน้ำร้อนที่ท่านจะให้เราสรง” ภิกษุนั้นรู้สึกใจหาย เสียหน้ามาก คิดว่า “เจ้าพระรูปนั้นคงยังไม่ได้ตักออกจากหม้อต้ม” รีบไปที่เตาหมายจะตักน้ำร้อน พบว่ามีน้ำร้อนอยู่เพียงนิดเดียว จึงกลับมาเรียนพระเถระว่า “ท่านอาจารย์จงดูการกระทำของภิกษุหัวดื้อ เขายกหม้อเปล่าตั้งบนเตาไฟ แล้วตัวเองก็ไปไหนไม่รู้ กระผมคิดว่า เขาต้มน้ำตักน้ำไว้ในโรงสรงให้ท่านแล้ว จึงไปนิมนต์อาจารย์มาสรงน้ำขอรับ กระผมจะรีบไปตักน้ำมาต้มให้ท่านนะขอรับ ขอท่านจงรอสักครู่” แล้วถือหม้อน้ำไปตักน้ำ

ฝ่ายภิกษุรูปแรกเห็นภิกษุนั้นไปตักน้ำ ก็นำน้ำร้อนมาตั้งในโรงสรง เรียนนิมนต์ให้พระเถระสรง พระมหากัสสปะคิดว่า เกิดเรื่องอะไรขึ้นหนอ? พิจารณาใคร่ครวญดูก็เห็นการกระทำไม่ดีของภิกษุรูปที่สอง ที่ชอบอ้างในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำว่าตนทำเองเพื่อจะเอาหน้า ไม่เคารพกิจที่คนอื่นทำเลย และเธอก็ทำอย่างนี้มานาน เราไม่รู้เลย

พระเถระสรงน้ำเสร็จแล้ว ตอนเย็นท่านก็ได้สั่งสอนภิกษุรูปที่สองว่า “ท่านควรพูดถึงแต่กิจการงานที่ตนเองทำว่าตนเองทำ อย่าได้อ้างกิจที่คนอื่นทำว่าตัวเรากระทำ บรรพชิตไม่พึงทำอย่างนั้น” ภิกษุรูปนั้นฟังแล้วโกรธจัด ลุกออกไปแล้วพูดโพนทะนาบอกแก่ภิกษุอื่นๆ ว่า “พวกท่านจงดูการกระทำของพระมหากัสสปะเถิด แค่เรื่องน้ำไม่มีอยู่ในโรงสรง ยังต่อว่าเราเสียๆ หายๆ”

รุ่งขึ้น ท่านไม่ออกไปบิณฑบาตกับพระมหากัสสปะและภิกษุรูปที่หนึ่งอย่างเคย แต่แยกไปยังบ้านตระกูลอุปัฏฐากของพระมหากัสสปะ เจ้าของบ้านถามถึงพระเถระ ภิกษุรูปนี้ก็กล่าวว่า “ท่านไม่ได้มา เพราะเกิดความไม่ผาสุกแก่ท่าน” ถามว่าจะต้องถวายอะไรเพื่อให้พระเถระเกิดความผาสุก ภิกษุรูปนั้นก็กล่าวให้เขาจัดอาหารดีๆ ที่ตนอยากกิน รับนำออกมาจากเรือนแล้ว ไม่ได้นำไปให้พระเถระ นั่งฉันเองในระหว่างทางนั่นเอง วันนั้น พระเถระได้ผ้าเนื้อดีมาผืนหนึ่ง ท่านให้แก่ภิกษุรูปแรก ให้นำไปตัดเย็บย้อมเป็นสบงนุ่ง

วันต่อมา พระมหากัสสปะไปบิณฑบาตยังเรือนของอุปัฏฐากที่ภิกษุรูปที่สองไปโกหกว่าท่านป่วย จึงได้ทราบความประพฤติชั่วของภิกษุรูปนั้นอีก ท่านนิ่ง..ไม่ได้พูดอะไรๆ ถึงภิกษุรูปนั้น ฉันแล้วกลับไปยังวิหาร ภิกษุรูปที่สองมาต้อนรับ ไหว้แล้วนั่ง พระเถระได้สอบถามถึงเรื่องการกระทำไม่ดีของท่านเมื่อวันวาน ภิกษุรูปนั้นยอมรับว่าทำจริง พระเถระจึงโอวาทสั่งสอนว่า การออกปากขออาหารเขามาฉัน บรรพชิตไม่ควรทำ

ครั้งก่อนภิกษุรูปนี้โกรธ แล้วความโกรธบรรเทาไป แต่ครั้งนี้ท่านผูกอาฆาตว่า “วันก่อนติเตียนเราเรื่องน้ำ รู้ว่าเราพูดโกหก วันนี้ติเตียนเราที่ไปขออาหารจากสกุลอุปัฏฐาก เรากินไปแค่กำมือเดียว ถูกตำหนิเสียมากมาย ผ้าที่ได้มาก็ให้ภิกษุรูปอื่น ไม่คิดจะให้แก่เราบ้างเลย เอาล่ะ เรารู้ว่าเราจะทำอย่างไรกับท่านดี”

วันรุ่งขึ้น เมื่อพระมหากัสสปะออกจากวิหารไปบิณฑบาตกับภิกษุรูปที่หนึ่ง ภิกษุรูปที่ผูกอาฆาตไม่ได้ไปด้วย ท่านฉวยโอกาสนี้ ใช้ท่อนไม้ทุกตีทำลายภาชนะต่างๆ และจุดไฟเผากุฏิของพระเถระ แล้วหนีไป ไม่กี่วันท่านก็มรณภาพแล้วเกิดในอเวจีมหานรก

ต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางมาจากกรุงราชคฤห์ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระเชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี พระศาสดาแม้ทรงรู้แล้วก็ตรัสถามถึงพระมหากัสสปะ ว่า “มหากัสสปะบุตรของเราสบายดีไหม?” ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า ตัวท่านสบายดี แต่ว่ากุฏิและข้าวของของท่านถูกสัทธิวิหาริกเผาและทำลาย เพราะโกรธที่พระเถระกล่าวสอน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในอดีตชาติภิกษุรูปนั้นก็ทนการสอนไม่ได้ แล้วตรัสเล่าชาดกครั้งที่ภิกษุนั้นเป็นลิง โกรธที่นกขมิ้นพูดสอนจึงทำลายรังของนกขมิ้น

จบแล้วตรัสสอนว่า “บุคคลเที่ยวหาคนที่ดีกว่าตน หรือเสมอกับตนไม่ได้ ก็ควรเที่ยวไปคนเดียวให้มั่นคง การจะหาธรรมของสหาย (เช่นศีลและธุดงค์) ในคนพาลนั้นไม่มีเลย”

จบพระเทศนา ภิกษุรูปนี้บรรลุโสดาปัตติผล

ดู มหากัสสปสัทธิวิหาริกวัตถุ : ธ.อ.๒/๑๔๔-๑๕๐, ขุ.ธ.ข้อ ๑๕

 

คติสำคัญของเรื่อง

คนพาล ไม่นับเพื่อนเป็นสหาย
ไม่นับคนแนะนำพร่ำสอนเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์