ธิดาคฤหบดี
ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เปรตผู้เคยเป็นบิดา

คฤหบดีคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ประสบความเสื่อมทรัพย์ยากจนลงตามลำดับ (เพราะประสบปัญหาค้าขายขาดทุน) ภรรยาก็ตาย ทิ้งบุตรสาวไว้หนึ่งคน คฤหบดีต้องให้บุตรสาวไปอยู่กับสหายของตน แล้วกู้เงินจากผู้ให้กู้ทั้งหลายได้ ๑๐๐ กหาปณะ ซื้อเกวียนซื้อสินค้าแล้วไปค้าขายยังเมืองต่างๆ ประสบความสำเร็จได้เงินถึง ๕๐๐ กหาปณะ

ระหว่างเดินทางกลับกรุงสาวัตถี พวกโจรเข้าปล้นขบวนเกวียนของพวกพ่อค้าชาวสาวัตถีที่เดินทางกลับมาด้วยกัน คฤหบดีไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ แล้วซ่อนเงิน ๕๐๐ กหาปณะไว้ที่นั่น ออกมาแล้วถูกพวกโจรฆ่าตาย เพราะความหวงแหนทรัพย์นั้น เมื่อตายแล้วได้บังเกิดเป็นเปรตอยู่ในบริเวณป่าแห่งนั้น

พวกพ่อค้าเกวียนที่รอดตายได้แจ้งให้ธิดาของคฤหบดีทราบว่าพ่อเธอถูกฆ่าตายแล้ว นางเสียใจอย่างหนักที่กลายเป็นคนกำพร้า เราจะอยู่อย่างไร?

สหายของบิดาพูดปลอบใจว่า

“ธรรมดา ภาชนะดินทั้งหมดล้วนมีการแตกทำลายไปในที่สุดฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็มีความแตกทำลายไปฉันนั้นเหมือนกัน, ความตายย่อมมีแก่สรรพสัตว์ ตายแล้วไม่อาจหวนคืนมาได้ เจ้าอย่าเศร้าโศกไปมากเลย เราจะเป็นบิดาของเจ้า เจ้าจงเป็นลูกของเรา จงยินดีอยู่ในเรือนนี้ให้เหมือนอยู่ในเรือนของเจ้าเองเถิด”

ธิดาคฤหบดีเชื่อฟัง ให้ความรักเคารพนับถือสหายของพ่อดุจดังพ่อของตนเลยทีเดียว นางปรารภว่า “จะทำกิจเพื่อผู้ล่วงลับ จะอุทิศบุญให้บิดา”

นางต้มข้าวยาคู จัดมะม่วงได้ที่มีรสอร่อยวางในถาด แล้วให้นางทาสีถือตามเข้าไปในพระวิหารเชตวัน เข้าเฝ้าถวายบังคมขณะพระพุทธเจ้าประทับยืนอยู่ แล้วทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงอนุเคราะห์ข้าพระพุทธเจ้าด้วยการรับทักษิณานี้ด้วยเถิด” พระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาแสดงพระอาการจะนั่ง นางร่าเริงยินดีรีบปูลาดผ้าถวาย พระพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว นางน้อมถวายข้าวยาคู พระศาสดาทรงเสวย นอกจากนั้นนางยังได้ถวายข้าวยาคูแก่ภิกษุสงฆ์ด้วย จากนั้นน้อมมะม่วงถวายพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงรับและเสวย นางกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทักษิณาที่หม่อมฉันถวาย เครื่องปูลาด ข้าวยาคู และผลมะม่วงสุกเหล่านี้ ขอจงถึงแก่บิดาของหม่อมฉันด้วยเถิด” พระศาสดาตรัสว่า “จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด” แล้วทรงทำอนุโมทนา นางถวายบังคม ทำประทักษิณแล้วกราบทูลลากลับออกไป

นางกลับถึงเรือนแล้ว ได้อุทิศส่วนบุญแก่บิดาผู้ล่วงลับ เปรตผู้เป็นบิดาอนุโมทนา แล้วได้ทิพยสมบัติใหญ่ คือ สวนมะม่วง วิมาน ต้นกัลปพฤกษ์ และสระโบกขรณี

สมัยต่อมา พวกพ่อค้าชาวสาวัตถีได้นำหมู่เกวียนไปขายและพักค้างแรมในบริเวณที่เคยถูกโจรปล้นฆ่า เปรตผู้เป็นบิดาของนางมีวิมานอยู่ในบริเวณนั้น เห็นพวกพ่อค้าที่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็แสดงตัวพร้อมด้วยทิพยสมบัติให้พวกพ่อค้าเห็น

พวกพ่อค้าทราบเรื่องทั้งหมดที่เปรตเล่าให้ฟังแล้ว ถามว่า ท่านได้สระโบกขรณี สวนมะม่วง และวิมานมาได้อย่างไร? เปรตตอบว่า “สระโบกขรณีน้ำใสน่ารื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าได้มาเพราะทานที่ธิดาของข้าพเจ้าถวายผลมะม่วงสุก น้ำ และข้าวยาคู แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วนางอุทิศส่วนบุญนี้ให้แก่ข้าพเจ้า”

จากนั้นเปรตนำพวกพ่อค้าไปดูจุดที่ซ่อนเงิน ๕๐๐ กหาปณะไว้ กล่าวขอร้องว่า “พวกท่านจงรับเงินไปครึ่งหนึ่ง (๒๕๐) อีกครึ่งหนึ่งพวกท่านจงมอบให้ธิดาของเรา ช่วยบอกนางว่าจงช่วยใช้หนี้ให้เจ้าหนี้ครึ่งหนึ่ง (๑๐๐ กหาปณะ) ที่เหลือจงเก็บไว้แล้วใช้ชีวิต ให้สุขสบายเถิด”

พวกพ่อค้าได้ดำเนินการตามที่เปรตร้องขอ กลับถึงกรุงสาวัตถีแล้วมอบเงินครึ่งหนึ่งให้นาง นางได้นำไปใช้หนี้ ๑๐๐​ กหาปณะ แล้วมอบที่เหลือให้บิดาบุญธรรม กล่าวว่า ลูกยกให้พ่อ ลูกขออาศัยกินอยู่และทำการงานในเรือนนี้ก็เพียงพอแล้ว บิดาบุญธรรมไม่รับ มอบคืนเงินให้ และยกนางให้เป็นภรรยาของบุตรชายคนโต

ต่อมา นางคลอดบุตร วันหนึ่ง กล่าวหยอกล้อกับบุตรชายว่า

“ท่านทั้งหลาย จงดูผลทานที่พึงเห็นได้เอง ทั้งผลของความข่มใจ ความสำรวม เราเป็นทาสี (หญิงรับใช้) อยู่ในตระกูลของลูกเจ้า (สามีเป็นลูกของนาย) บัดนี้มาเป็นบุตรสะใภ้ เป็นใหญ่ในเรือน”

วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูโลก ทรงเห็นความแก่กล้าแห่งญาณของนาง ทรงแผ่พระรัศมีไปปรากฏพระองค์ให้นางเห้น ดุจประทับอยู่เฉพาะหน้า ตรัสว่า

“สิ่งอันไม่น่ายินดี ย่อมครอบงำชนผู้ประมาทให้เห็นเป็นสิ่งอันน่ายินดี สิ่งที่ไม่น่ารัก ย่อมครอบงำชนผู้ประมาทให้เห็นเป็นสิ่งที่น่ารัก ทุกข์ย่อมครอบงำชนผู้ประมาทให้เห็นเป็นความสุข”

จบพระเทศนา นางบรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยะโสดาบัน

(ดู ขุ.เปต.ข้อ ๑๓๒, เปต.อ. ๔๔๕-๙)

คติสำคัญของเรื่อง

การอุทิศส่วนบุญ เป็นกุศลกรรมเล็กๆ ในโลกนี้
แต่แผ่ผลไปบูลย์ในโลกอื่น