พระพุทธสัญญกเถระ ได้กล่าวถึงการบำเพ็ญบารมีในอดีตของท่านไว้ว่า

ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราเป็นคนเล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ชำนาญในคัมภีร์ทำนายมหาปุริสลักษณะ

พวกศิษย์เข้ามาหาเราปานดังกระแสน้ำ เราบอกมนต์แก่ศิษย์ทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน ประกอบแล้วด้วยความเพียร

ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ เสด็จอุบัตขึ้นในโลก พระองค์ทรงกำจัดความมืดมิดให้พินาศ ทรงยังแสงสว่างคือพระญาณให้เป็นไปอยู่

ศิษย์คนหนึ่งได้แจ้งแก่เราถึงการเสด็จอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราคิดว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ชนทั้งหลายย่อมดำเนินรอยตามพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีจักษุ ทรงพระยศใหญ่ ไฉนหนอ เราจักพึงได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้น

เราถือหนังเสือ ผ้าเปลือกไม้ และคนโทน้ำ เดินออกจากอาศรม แล้วประกาศเชิญชวนพวกศิษย์ทั้งหลายว่า

“ท่านทั้งหลาย ความเป็นมนุษย์นั้นหาได้ยาก
การเสด็จอุบัติขึ้น
แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นหาได้ยาก
แม้ทั้งสองอย่างนี้มีอยู่
การได้ฟังพระสัทธรรมนั้น ก็ยังหาได้ยากยิ่ง”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พวกเราจักได้ดวงตาเห็นธรรมกัน มาเถิด ท่านทั้งหลาย พวกเราจักไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยกัน

ศิษย์ทุกคนแบกคนโทน้ำ นุ่งห่มหนังเสือ เดินออกจากป่าตามเราไปเฝ้าพระบรมศาสดา

เมื่อใกล้ถึงที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้าประมาณหนึ่งโยชน์ครึ่ง เราเกิดเจ็บป่วยกะทันหัน เรากำหนดในใจ ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดในโลกพระองค์นั้น แล้วสิ้นชีพลง

ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้เสด็จไปดีแล้วพระองค์ใด

“ด้วยการได้สัญญาในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย เราท่องเที่ยวไปมาอยู่ระหว่างเทวโลก
และมนุษย์โลก นี้เป็นผลแห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้า”

บัดนี้ เราเผากิเลสทั้งปวงแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ชาติเกิดนี้เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ไม่มีแก่เราอีกต่อไป