คำถามที่ ๕๖

เดินจงกรมสำคัญอย่างไร ต้องทำร่วมกับการนั่งสมาธิหรือไม่

คำตอบ

    ขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเดินจงกรม การเดินจงกรมเป็นวิธีเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญาเหมือนกับการนั่งสมาธิ แต่การเดินจงกรมจะเหมาะสมในโอกาสต่างๆ ที่เรานั่งไม่ได้ หรือนั่งไม่สะดวก หรือมีโรคประจำตัว นั่งยากหรือนั่งไม่ได้นาน เรามีทางเลือก ก็เดินจงกรมแทน แต่ถ้าอยากปฏิบัติอย่างเข้มข้นและได้ผล ต้องปฏิบัติต่อเนื่องนานๆ หน่อย อย่างเช่นที่เราปฏิบัติตั้งแต่เช้าจนถึง ๓-๔ ทุ่ม ถ้าเราเอาแต่นั่งอย่างเดียว คงจะไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าสามารถนั่งชั่วโมง ๒​ ชั่วโมง จากนั้นถ้าไม่เดินแล้วต้องหยุดพักผ่อน การเดินจงกรมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการปฏิบัติ แล้วก็เหมาะสมในโอกาสที่เราเหน็ดเหนื่อย

    ยกตัวอย่างเช่น ตอนกลางคืนกลับจากทำงาน ถ้าต้องไปนั่งสมาธิภาวนาอาจจะง่วง เราเดินจงกรมดีกว่า นอกจากนั้นแล้วจริตนิสัยคนเราไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะรู้สึกว่าการเจริญสติทำจิตใจให้สงบเกิดปัญญาจะง่ายกว่าในขณะที่เดินจงกรม เพราะฉะนั้นเราอาจจะเดินมากกว่านั่งก็ได้ ถ้าเราเดินในจังหวะที่ธรรมดาๆ อย่างที่เดินกันทุกวันนี้ สมาธิที่เกิดขึ้นจะอยู่ได้นาน นานกว่าตอนนั่ง แล้วเป็นสติเป็นสมาธิที่ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย การเดินจงกรมเรามีการเคลื่อนไหว เราลืมตารับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมในระดับหนึ่ง มันไม่นิ่งทีเดียวเหมือนตอนนั่ง

    การฝึกสติในอิริยาบถเดินนั้นจะมีประโยชน์มากต่อการทำสติในชีวิตประจำวัน เช่น เราต้องการเดินจากบ้านนั้นไปบ้านนี้ เดินขึ้นบันไดลงบันได เป็นต้น ถ้าเราชินกับการทำสมาธิในอิริยาบถเดิน เราก็สามารถทำได้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม หลักการก็คล้ายกับตอนนั่ง ต้องให้จิตมีหลักที่จะอยู่เหนืออำนาจของนิวรณ์ให้ได้ ซึ่งเราเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องกำหนดของจิต ก่อนที่จิตจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นที่เกาะ เป็นเครื่องระลึกของสติเครื่องรู้ของจิตเสียก่อน เรื่องการเลือกเครื่องกำหนดของจิตระหว่างการเดินมีให้เลือกมาก อย่างเช่น ความรู้สึกในฝ่าเท้าหนึ่ง คำบริกรรมพุทโธหนึ่ง การบริกรรมคำอื่น อย่างเช่น อัฐิ เป็นต้น มีการผสมกันบ้าง อย่างเช่น กำหนดความรู้สึกในฝ่าเท้า ในส้นเท้าโดยเอาพุทโธช่วยกำกับสติให้อยู่ตรงนั้น อัฐิก็เช่นเดียวกัน อัฐิซึ่งมีความหมายว่ากระดูกก็พยายามทำความรู้สึกในโครงกระดูกของตัวเองขณะที่เดิน จากนั้นก็ใช้คำบริกรรมแผ่เมตตา สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีจุดประสงค์ให้จิตใจปล่อยวางความฟุ้งซ่านความปรุงแต่งต่างๆ ให้รวมเป็นผู้รู้ ตื่น เบิกบาน อยู่ในปัจจุบัน เมื่อจิตใจของเราสงบแล้วไม่ว่าในอิริยาบถนั่งหรือเดิน เราเจริญปัญญาต่อไป

    การเจริญปัญญาขอแนะนำ ๒​ วิธี

    วิธีที่ ๑ จิตใจที่สงบแล้วไม่ต้องกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือนตอนที่เราเริ่มฝึก ตอนนี้เราสักแต่ว่ารับรู้ต่อไตรลักษณ์ที่กำลังปรากฏอยู่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมอารมณ์ กาย เวทนา จิต ธรรม รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วแต่จะเรียกก็เป็นชื่อของสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ไม่ต้องตั้งชื่อก็ได้ไม่ต้องไปจัดหมวดหมู่ ให้เรารู้เพียงแต่ว่ามันเกิดแล้วดับ นี่ความเกิดดับเป็นอารมณ์ ถ้าเราถนัดในการพิจารณาเรื่องอนัตตา เราก็พยายามอยู่กับความเป็นอนัตตาของสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่

    วิธีที่ ๒ คือเราเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของกายมาพิจารณา อ่านบทสวดมนต์อาการ ๓๒ ไล่ไปจนกระทั่งเจอข้อใดข้อหนึ่งที่รู้สึกว่าใช่ รู้สึกพอจะพิจารณาได้ และเมื่อจิตใจสงบแล้วเราก็ยกข้อนั้น จะเป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แล้วแต่ เอาขึ้นมาพิจารณา คือคิดพยายามมองภาพ พยายามคิดในความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เราใช้กุศโลบายต่างๆ เพื่อให้ความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตาชัดขึ้น ไม่ว่าเราจะพิจารณาความเกิดดับของสิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน หรือเราจะตั้งใจให้เห็นส่วนใดส่วนหนึ่งของกายว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา

    ถ้าจิตใจเริ่มจะปรุงแต่ง เริ่มจะคิดนอกเรื่อง การพิจารณาไม่ได้อยู่กับสิ่งที่เราตั้งใจจะพิจารณา เราต้องกลับไปอยู่กับอารมณ์กรรมฐานเดิม เพราะการที่จิตใจไม่อยู่กับการพิจารณาเป็นเครื่องบอกแล้วว่าสมาธิไม่พอ ถ้ากำลังสติ กำลังสมาธิไม่พอ เรากลับไปทำความสงบต่อไป จนกระทั่งรู้สึกว่าจิตใจมีกำลังพอแล้วค่อยเอาต่อ

    อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องห่วงว่าจิตใจเริ่มสงบแล้วแต่ไม่ได้พิจารณาอะไร ยังไม่ได้เกิดปัญญาอะไร คือก่อนอื่นเราต้องทำสมาธิของเราให้หนักแน่น ให้มั่นคงพอสมควร อย่าเพิ่งใจร้อน ในระยะสั้นเราอาจจะรู้สึกว่ารีบไปพิจารณาเหมือนกับได้กำไรทันตาเห็น แต่ในระยะยาวการให้ความสำคัญ ให้เวลากับการเจริญสมาธิ ให้มีกำลังมากขึ้นมันก็จะมีประโยชน์ต่อปัญญา ทำให้การพิจารณาของเราคล่องแคล่วและเจาะลึกกว่าจิตใจที่มีกำลังสมาธิน้อย

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร