คำถามที่ ๕๓

ขอพระอาจารย์เมตตาอธิบายเรื่องทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นระหว่างนั่งสมาธิ เราควรพิจารณา หรือปฏิบัติต่อทุกขเวทนาอย่างไร ที่เรียกว่าใช้ปัญญา

คำตอบ

การใช้ปัญญาคือการใช้วิธีที่ได้ผล บางครั้งวิธีที่ฉลาดในการใช้ปัญญาคือใช้พลังจิตของเวทนา ถ้าสมาธิเราดีเราก็สามารถจะลืมเวทนาได้ นั่นเป็นวิธีหนึ่ง ก็ไม่ใช่ว่าเป็นวิธีที่เหมาะหรือดีเสมอไป แต่เป็นวิธีหนึ่ง เช่น สมัยก่อน มีครูบาอาจารย์ที่ท่านนอนป่วยตั้งหลายปี เวลาท่านปวดทรมานกาย ท่านก็ไปอยู่ในสมาธิของท่าน ไม่ต้องรับรู้ต่อร่างกาย ก็เป็นวิชาเป็นความสามารถอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ แต่สมาธิเรายังไม่ถึงขั้นนั้น เรายังไม่สามารถทำอย่างนั้น แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมเสมอไป

เราใช้ปัญญาพิจารณาทุกขเวทนา คือเราสามารถเจริญอานาปานสติ อยู่พร้อมกับการมีทุกขเวทนาได้ โดยการกำหนดลมหายใจตรงจุดที่กำลังปวด อันนี้ก็ยังเป็นฝ่ายสมถะ คือยังไม่ได้มุ่งที่จะแยกแยะ หรือที่จะเห็นไตรลักษณ์ แต่หายใจเข้าหายใจออกอยู่ตรงที่มันเจ็บปวด ให้มันรู้สึกเย็น ให้มันสบายอยู่ตรงจุดนั้น เป็นการใช้สัญญา สัญญาของความเย็น ของความสงบ รู้สึกเหมือนกับลมหายใจเข้าออกตรงจุดที่ปวด นั่นเป็นการรักษาอย่างหนึ่ง

การรักษานี้มันได้ผลเพราะอะไร ทุกขเวทนามี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นอาการของกาย ส่วนหนึ่งเป็นอาการทางใจ อาการทางใจเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากกิเลส ตัณหา ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น กลัว กังวล รังเกียจ น้อยใจ เป็นต้น แต่มันเกิดเร็วมาก การเกิดของมันแทบจะอัตโนมัติ จนกระทั่งคนทั่วไปที่ไม่ภาวนา จะยังไม่ทราบเลยว่าความเจ็บปวดมี ๒​ สิ่งผสมกัน เพราะถือว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ถ้าเราภาวนาอย่างที่ว่านั้น เราก็ใช้หลักจิตวิทยาว่าในขณะจิตหนึ่ง จิตจะต้องเป็นกุศลหรืออกุศล จะมีสิ่งที่เป็นกุศลกับสิ่งที่เป็นอกุศลอยู่ในขณะจิตเดียวไม่ได้ ถ้าจิตกุศลก็ไม่ใช่อกุศล อกุศลก็ไม่ใช่กุศล เพราะฉะนั้นเราทำจิตใจของเราเป็นกุศล อย่างเช่น เมตตาเป็นเพื่อนกับเวทนา ก็ตั้งใจว่าเป็นเพื่อนหายใจเข้าหายใจออกเหมือนกับว่าลูบคลำให้กำลังใจเพื่อนที่กำลังทุกข์ อันนี้เป็นกุศโลบายให้จิตใจเป็นกุศล

ในขณะที่เราเปลี่ยนจิตให้เป็นกุศล ส่วนของทุกขเวทนาที่เป็นฝ่ายจิตใจฝ่ายโกรธ เกลียด รังเกียจ น้อยใจ เสียใจ กลัว กังวล เป็นต้น ต้องดับ อยู่ไม่ได้ เพราะถ้าจิตกุศลก็ไม่ใช่อกุศล ฉะนั้นแค่การปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศลก็เป็นการไล่อกุศลออกจากจิตใจชั่วคราว ทำให้ทุกขเวทนาน้อยลง เหลือแต่ส่วนที่เป็นทางฝ่ายอิสระ อันนี้ก็เป็นวิธีหนึ่ง และถ้าทำเสร็จแล้ว พอออกจากสมาธิ เราทบทวนเราก็ได้บทเรียน เราเห็นว่าทั้งที่ยังไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เหตุปัจจัยทางกาย ยังเหมือนเดิม น่าจะปวดมากขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ความเจ็บปวดเปลี่ยนแปลงไปเพราะเราปรุงแต่งจิตไปในทางกุศล ทำให้เราไม่เชื่อเวทนาต่อไป เหมือนที่เราเคยเชื่อ เหมือนที่เราเคยกลัว อันนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

แต่ถ้าเราจะดูโดยตรง เราก็เอาตัวเวทนาเป็นที่กำหนดเป็นที่พิจารณา อย่างเช่น เราดูว่าจุดที่มันปวดนั้น มันคงที่ไหม มันนิ่งไหม หรือมันเคลื่อนที่ ดูตรงนี้ก่อนว่ามันเคลื่อนที่ไหม ลักษณะของความเจ็บปวด มันคงที่ไหม หรือมันไม่เปลี่ยน อย่างเช่นบางทีมันร้อน บางทีมันทิ่มแทง บางทีมันปวด มีอาการหลายอย่างไม่เหมือนกัน แล้วก็ตัวแปรที่ ๓ คืออัตราของเวทนามันคงที่ไหม หรือว่าเดี๋ยวปวด แล้วก็ปวดมากขึ้นๆ แล้วก็น้อยลง มาเป็นระลอกไหม เราก็ดูตัวแปรทั้งสามว่าจุดปรากฏของเวทนา ลักษณะของเวทนา และอัตราความเจ็บปวดของเวทนาและดูความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลง ดูความไม่เที่ยงของมัน อันนี้ก็เป็นการใช้อนิจสัญญา ไปปฏิบัติต่อทุกขเวทนา

นี่เป็นการที่เราให้จิตใจมีงานทำ คือมีการพิจารณาความไม่เที่ยงของเวทนา ก็มีผลคล้ายกับการมองเวทนาเป็นเพื่อน หรือการที่ว่าเราหายใจเข้าหายใจออกอยู่ในตัวเวทนา เป็นกุศโลบายทำให้จิตใจของเราเป็นกุศล คือมีงานทำ มีงานพิจารณาความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ตอนนี้ก็จะระงับส่วนที่เป็นฝ่ายนามธรรมฝ่ายอกุศลได้ เหลือแต่อาการทางสรีระ นี่เราถือว่าเป็นทุกข์ของสังขาร ธรรมดาของสังขารแล้วก็ไม่มีเจ้าของ เห็นว่าเป็นอนัตตา มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เพราะนั่งอย่างนี้ในอิริยาบถอย่างนี้ หลายนาทีหลายสิบนาทีมันจึงเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครดลบันดาลให้มันเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครลงโทษเรา เป็นเรื่องของธรรมชาติ เรื่องของการเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายแบบนี้ เรียกว่าเป็นทุกข์ของสังขาร

วิธีพิจารณาอีกอย่างหนึ่งคือการที่เราสามารถแยกแยะระหว่างผู้พิจารณาและสิ่งที่พิจารณาให้เห็นว่าผู้รู้ความเจ็บปวดกับความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน อันนี้ก็จะเป็นสิ่งนำไปสู่ปัญญาเช่นเดียวกัน เมื่อเราเห็นว่าตัวผู้รู้ต่างจากตัวเวทนา เราก็จะรู้สึกเป็นอิสระจากเวทนาได้

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร