คำถามที่ ๕๒

นั่งสมาธิไประยะหนึ่ง ลมหายใจจะละเอียด จะช้ามาก จนไม่รู้สึกลมที่จมูก ควรทำอย่างไรต่อไป และจะทราบได้อย่างไรว่าร่างกายได้ออกซิเจนพอ

คำตอบ

ถ้าไม่พอก็คงจะหงายหลังไปแล้ว ไม่เคยมีหรอกออกซิเจนไม่พอ ความพิเศษของอานาปานสติหรือลมหายใจมันมีเอกลักษณ์ของมัน คือการที่ลมหายใจเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เป็นกายส่วนหนึ่งที่อยู่ชายแดนระหว่างหน้าที่ของร่างกายส่วนที่บังคับได้และส่วนที่บังคับไม่ได้ของกาย (voluntary and involuntary mechanism) อันนี้เห็นได้ง่าย เช่น จะกลั้นลมหายใจ เราก็ตั้งใจได้บังคับได้ กลั้นลมหายใจ เป็นส่ิงที่ทำด้วยความตั้งใจ บังคับได้ แต่มันจะถึงจุดหนึ่งที่ว่าไม่ได้แล้ว ๒๐ วินาที ๓๐ วินาที ส่วนของร่างกายที่เราคุมไม่ได้มันจะบังคับให้ต้องหายใจ เห็นไหม คนที่อยากฆ่าตัวตาย แล้วกลั้นลมหายใจให้ตายไม่มี มันไม่ได้

สิ่งท้าทายสิ่งที่น่าศึกษามากสำหรับเราทุกคนคือเรื่องการควบคุม เป็นนิสัยทุกคน ที่จะสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยด้วยการจะบังคับจะควบคุมสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทางที่เรารับได้ อยู่ได้ พวกที่เข้าในสถานการณ์หรือว่าเจอสิ่งแปลกใหม่ที่ควบคุมไม่ได้จะรู้สึกกลัว เครียดทันที ความสุขความสบายจะต้องอยู่ที่การควบคุมสถานการณ์ได้ และควบคุมคนอื่นได้ ถ้าพวกเรามีนิสัยอย่างนี้ พอเรามาภาวนาจะเริ่มต้นเราก็ตั้งใจดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รู้สึกปลอดภัย สบาย

แต่พอถึงจุดหนึ่งที่มันเริ่มจะไม่ใช่เรื่องควบคุมได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องบังคับได้แล้ว คนจะกลัวตรงนี้ เรื่องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะได้เรียนรู้จากการดูลมหายใจ เราเป็นคนชอบควบคุม ชอบบังคับมากน้อยแค่ไหน ถ้าอยู่ในสถานการณ์ อยู่ในภาวะที่ควบคุมไม่ได้ หรืออะไรมันเป็นเองตามเรื่องของมัน เราจะมีปฏิกิริยาทางจิตใจอย่างไรหรือไม่ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาชีวิตด้วยการดูลมหายใจเข้าออก

อีกประการหนึ่ง ถ้าเอาลมหายใจเทียบกับกสิณ เทียบกับคำบริกรรม อย่างเช่น เพ่งสี สีเขียวสีอะไรก็ได้ สิ่งที่เพ่งนั้นมันตายตัวใช่ไหม เขียวก็เขียวตลอดไป ขาวก็ขาวไม่เปลี่ยน พุทโธก็พุทโธไม่เปลี่ยนไป มันเป็นอารมณ์ที่ตายตัวคงที่แน่นอน แต่ลมหายใจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น ลมหายใจจึงเป็นกรรมฐานหรือจึงเป็นสิ่งที่เป็นที่ตั้ง เป็นฐานของการพัฒนาจิตใจในด้านความสงบและทางด้านปัญญา ลมหายใจใช้ทั้งสองทางเลย เพราะมีความเกิดด้บ มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

สิ่งหนึ่งที่เราควรจะสนใจศึกษาในการปฏิบัติคือความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจ นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ทุกวันนี้หมอแผนปัจจุบันเริ่มจะยอมรับว่าอารมณ์ความรู้สึกมีผลต่อร่างกาย เช่น คนที่จิตใจไม่เครียดจิตใจผ่อนคลาย มีสติมีสมาธิ จะมีภูมิต้านทานโรคที่เข้มแข็ง ถ้าเกิดกลัดกลุ้ม ซึมเศร้า มีทุกข์แล้วนอกจากว่าเป็นปัญหาทางจิตใจก็ส่งผลทำให้ภูมิต้านทานโรคอ่อนกำลัง ทำให้คนที่มีปัญหาทั้งจิตใจเครียด ซึมเศร้านั้นมักจะเป็นโรคต่างๆ ได้ตลอดเวลา เป็นหวัดเป็นสารพัดอยู่บ่อยๆ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ว่าจิตใจ ภาวะจิตใจ อารมณ์ มีผลต่อร่างกาย

ขณะเดียวกันร่างกายก็มีผลต่อจิตใจ ถ้าร่างกายเราอยู่ในอาการผิดปกติ อย่างเช่นเจ็บปวดเป็นต้น ความเจ็บปวดเป็นเรื่องของกายแต่มักจะส่งผล เกิดความเศร้าหมองทางจิตใจ ความสัมพันธ์อิงอาศัยกันระหว่างกายกับใจจึงเป็นเรื่องสลับซับซ้อน แต่ว่าเราจะเข้าใจตัวเองตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องสนใจศึกษาการดูลมหายใจเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในเรื่องนี้ เพราะว่าเราเห็นได้ง่ายๆ ว่าเวลาอารมณ์เรารุนแรง อย่างเช่น มีอารมณ์โกรธ หัวใจก็เต้นแรงเร็ว ลมหายใจก็หยาบ ความรู้สึกและอารมณ์ก็หยาบ แต่พอเราอยู่ในภาวะปกติ ลมหายใจปกติ ถ้าจิตใจเราละเอียดขึ้น ลมหายใจเราก็ละเอียดขึ้นด้วย การที่ลมหายใจละเอียดเป็นเครื่องบอกเลยว่าจิตใจของเรากำลังจะละเอียด

ทีนี้มันมีอาการอย่างหนึ่งที่ว่าลมหายใจหายไปเลย ไม่ปรากฏ ลมหายใจหาย ไม่ปรากฏมี ๒​ กรณี กรณีหนึ่งคือ สติไม่ดี สัปหงก มันไม่รับรู้ต่อลมหายใจใช่ไหม แต่ถึงจะไม่สัปหงกและมีความพยายาม ถ้าสติเรายังไม่มีกำลังมาก พอลมหายใจเริ่มเปลี่ยน เริ่มละเอียด สติซึ่งพอที่จะเป็นตัวผลักดันให้ลมหายใจเริ่มละเอียดนั้น มันตามไม่ทัน สติมันตามความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจไม่ทัน อันนี้มันจะเป็นเครื่องบอกได้ว่าการกำหนดยังไม่ถูกต้อง มันจะเป็นลักษณะเพ่งจนเกินไป ถ้าเพ่งมากจนเกินไปมันเหมือนว่าอยู่ใกล้เกินไป เวลาลมหายใจเปลี่ยนไป จะปรับตัวไม่ทัน มันจะขาดตัวสัมปชัญญะ ขาดความรู้ตัวอยู่บ้าง

ถ้าเกิดรู้สึกว่าลมหายใจไม่ปรากฏหรือจับยาก แต่เรารู้ตัวว่ายังมีนิวรณ์อยู่ จิตใจยังไม่ผ่องใส ไม่สว่าง ไม่มีปีติอะไร เราต้องถอยกลับมาสักก้าวหนึ่ง สองก้าว คือตั้งใจให้ลมหายใจหยาบลงเล็กน้อย คือหายใจปกติลึกๆ สัก ๒-๓ ครั้ง จนกระทั่งสติตามจับลมหายใจได้อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เริ่มต้นใหม่ ต้องระมัดระวัง ถ้ารู้ว่าเราจับลมในระดับนี้ ถ้าทำต่อเนื่องลมจะเปลี่ยน เราก็ต้องค่อยๆ เพิ่มพลังสติให้พอดีกับลมอยู่ทุกขณะ

นี่เป็นศิลปะของการดูลมหายใจ มันไม่เหมือนกับดูกสิณหรือว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ว่าตายตัว พยายามเอาจิตไว้ เพราะว่าสิ่งที่ผู้กำหนดก็เปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ถูกกำหนดก็เปลี่ยนแปลง เป็นความยากของการดูลมหายใจ จิตใจเราดี สติเราดี ลมหายใจก็ละเอียดเข้า แผ่วเบาแทบจะไม่รู้สึกเลย สุดท้ายก็ไม่มี แต่ที่ไม่มีนั้นไม่มีในสัญญาเท่านั้น มันรู้สึกเหมือนไม่มีหรือว่าจิตบอกว่าไม่มี ที่จริงมันก็มีและก็มีพอที่จะอยู่ได้ ครูบาอาจารย์บางองค์ยังยืนยันว่าเวลาลมหายใจทางจมูกทางปากอ่อนลงมาก จะหายใจทางผิวหนัง คนที่เคยไปอินเดียคงทราบว่าพวกโยคีที่ทำปราณยาม ฝึกลมหายใจก็สามารถฝังดินได้เป็นเดือน หายใจวันหนึ่งไม่กี่ครั้งอะไรอย่างนี้ ช้าลงมากๆ ก็ยังอยู่ได้ไม่เป็นไร สิ่งที่เราต้องจำไว้ก็คือถ้าเรารู้สึกไม่มีลมหายใจ นั่นเป็นแค่ความรู้สึก เป็นสัญญาและไม่อันตราย

ถ้าเราเคยกลัวหรือถึงจุดนี้แล้วเกิดกลัว ก่อนจะเริ่มนั่งให้ทบทวนกับตัวเองว่าครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านบอกว่าถ้าเกิดอาการที่ว่าลมหายใจไม่ปรากฏนั้นไม่อันตราย นึกถึงหลวงปู่หลวงพ่อองค์ที่เราเคารพนับถือ นึกถึงท่านบอกว่าไม่เป็นไรไม่อันตรายหรอก พอเราถึงจุดนั้นมันก็จะนึกถึงท่านได้แล้วก็จะผ่านมันไป ที่จิตใจสงบแน่วแน่เรียกว่าเข้าอัปปนาสมาธิ มันก็จะเป็นช่วงที่จิตใจสว่างมาก แต่ก่อนที่จะเข้าถึงจุดนั้น มันมีข้อสังเกตข้อหนึ่งคือโดยปกติแล้วพอจิตใจละเอียดเข้าๆ มันจะมีอาการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจ ตรงที่เราเคยดูลม ลมที่เป็นอาการของกายหายไป หายไป และมักจะมีอาการที่ปรุงแต่งจากจิตใจขึ้นมาแทน เป็นตัวแทนที่เป็นนามธรรม

นามธรรมที่ปรากฏที่เกิดขึ้นทดแทนลมหายใจมันจะไม่เหมือนกัน แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นแสง เป็นแสงพระจันทร์ แสงพระอาทิตย์ บางครั้งอาจจะรู้สึกเหมือนกับเป็นผ้าบางๆ บางคนเหมือนจะเป็นภาพ บางคนเป็นความรู้สึก มันจะแล้วแต่สัญญาของคน แต่สรุปว่าจะเป็นสิ่งที่งามมาก เป็นสิ่งที่เรารู้สึกสนใจ จะงามตา มันจะงามหู มันจะงามอะไรมันจะแล้วแต่ มันจะเหมือนปุยนุ่น มีอะไรบางๆ มันละเอียด นี่เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่อาการของกายที่มักจะเกิดขึ้นทดแทนในขณะที่จิตกำลังจะสงบ เพราะฉะนั้นเมื่ออาการทางกายไม่ปรากฏ เราก็กำหนดที่อาการนั้น อาการที่เป็นของเราโดยเฉพาะซึ่งอาจจะไม่เหมือนคนอื่น แต่เราต้องสังเกตว่ามีอาการอะไรที่จะนำไปสู่ความสงบแน่วแน่

บางคนบางองค์อาจจะไม่ได้สนใจอย่างนั้น คือพอถึงจุดนั้นแทนที่จะกำหนดภาวะจิต ขอใช้ศัพท์ว่า สมาธินิมิต เป็นสมาธินิมิต เป็นการใช้ความหมายทางเทคนิค เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจที่กำลังสงบ จะเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นความรู้สึกก็ได้ ที่เกิดขึ้นทดแทนอาการของกาย ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ บางองค์บางท่านกำหนดจิตเข้าสู่ความสงบทันที เหมือนกับลงในลิฟท์ วืดไปเลย จะมีความรู้สึกอย่างนั้น ครูบาอาจารย์บางองค์ก็แนะนำว่าพอมาถึงจุดนี้ให้มากำหนด ตัวผู้กำหนด ตัวผู้รู้ ตัวจิต เราไม่ได้กำหนดลมหายใจแล้ว เรากำหนดตัวจิต ตัวผู้กำหนด แล้วการที่เราหันมาสนใจผู้กำหนดลมหายใจ หรือผู้ที่กำลังสงสัยว่ากำลังจะทำอะไรต่อไป ตัวนั้นแหละจะเป็นสิ่งที่จะกำหนด แล้วจะนำไปสู่ความสงบแน่วแน่ อันนี้ชัดเจนไหม ฟังยากไหม

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร