คำถามที่ ๔๙

การปฏิบัติแบบไหนจึงจะเกิดปัญญาและเป็นทางพ้นทุกข์ สำหรับผู้ที่ทำวิปัสสนาทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง

คำตอบ

ทุกวันนี้ความคิดเห็นเรื่องการปฏิบัติธรรมหลากหลายเหลือเกิน การใช้ภาษาเทคนิคต่างๆ ก็มีใช้หลากหลาย ใช้ศัพท์เดียวกันความหมายไม่เหมือนกัน นั่นก็เป็นที่สองฝ่ายเถียงกัน พูดเสียงเดียวกัน โดยไม่รู้ตัวเพราะใช้ภาษาไม่เหมือนกัน อยากแนะให้ว่า ก่อนที่จะไปสนทนากับใครและจะไปเถียงกับใครขอให้ชัดเจนเรื่องภาษาเสียก่อนว่าพูดเรื่องสมถะแปลว่าอะไร พูดเรื่องวิปัสสนาแปลว่าอะไร ถ้าพูดถึงหลักเดิมแล้วไม่มีใครทำวิปัสสนา มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ วิปัสสนาคือความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นจากการทำสิ่งต่างๆ

ในตอนหลังก็มีมติว่าการพิจารณา ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือการทำวิปัสสนา และก็ไปแยกออกจากสมถะว่า สมถะทำเอาสงบอย่างเดียว และวิปัสสนาไม่ทำอย่างนั้น วิปัสสนาก็กำหนดรูปนาม กำหนดไตรลักษณ์ ทัศนะของอาตมาก็คือพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น นั่นไม่ได้หมายความว่าผิด แต่บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องสมถะ วิปัสสนาอย่างนั้น ทัศนะของอาตมา สมถะ วิปัสสนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นคนละแง่มุมของกิจกรรมการกระทำอันหนึ่งเป็นคนละแง่มุม

เราปฏิบัติธรรม เราต้องการความสงบด้วย และต้องการความรู้ตัว ต้องการปัญญาด้วย แต่ในเบื้องต้นนั้น ตัวความสงบจะต้องเป็นตัวนำ แต่ถ้าไม่มีทางด้านปัญญาด้วย มันจะไม่ถูกต้อง ถ้าเอาแต่พิจารณาและขาดสมาธิ ความสงบก็จะมีปัญหาเหมือนกัน เพราะว่าอาจจะไม่ลึกซึ้ง ถ้าเทียบกับทางโลก เราก็เทียบกันได้ว่าเหมือนกันไอคิวกับอีคิว ก็เป็นที่ยอมรับว่า ผู้ที่จะมีการศึกษาอย่างสมบูรณ์ก็ต้องมีทั้งไอคิวกับอีคิว ต้องอยู่ด้วยกันสมถะก็ตัวอีคิว วิปัสสนาก็ตัวไอคิว ก็เทียบกันได้

สมถะคือสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขอยู่ในใจ ความสงบ และผู้ที่มีความสุขคือผู้ที่จะปล่อยวางกิเลสได้ จะกล้า กล้าเพราะมีที่พึ่งในใจ เหมือนกับคนติดยาเสพติดหรือติดอะไรก็แล้วแต่ ถึงแม้รู้ว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เลิกไม่ได้ ละไม่ได้ ไม่ใช่ว่าข้อมูลไม่พอ คนที่ติดเฮโรอีน คนที่ไอคิวสูง ฉลาด แต่ทำไมเขาไปติดยาเสพติดได้ ทำไมเขาติดแล้ว เขาเลิกไม่ได้ทั้งๆ ที่เขาเห็นโทษชัด ทำไมพวกหมอยังสูบบุหรี่กันไม่น้อย ใช่ไหม ไม่น่าจะมี

เพราะฉะนั้นเราต้องเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่ากำหนดอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันอยู่ที่ว่าจิตมีคุณสมบัติ พอที่จะได้รับประโยชน์จากการกำหนดอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาหรือไม่ ถ้ามาพูดถึงยาเสพติด ถ้าเรามีสิ่งอื่นที่จะให้ความสุขที่จะทดแทนความสุขที่ได้จากยาเสพติด ก็มีโอกาสเลิกได้ แต่ว่าโอกาสที่เราจะเลิกความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยไม่มีสิ่งอื่นทดแทน นี่ยากมาก สมถะ เราจะพูดถึงด้านความสงบ มันก็เป็นสิ่งที่ให้ความสุขที่บริสุทธิ์ พระพุทธองค์ยังจัดไว้ว่าผู้ที่ทำให้จิตใจสงบแน่วแน่ เป็นผู้ที่ชิมรสของพระนิพพาน

อยากจะรู้ว่าพระนิพพานเป็นอย่างไร ชิมรสได้เล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเข้าฌาน แล้วไม่มีที่ไหนในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระพุทธองค์บอกว่า เรื่องความสงบไม่จำเป็น เพียงแต่บอกว่าโน่นไง ใต้ต้นไม้ ไปทำให้จิตใจให้พ้นจากนิวรณ์ทั้งห้าเป็นเบื้องต้นและก็เข้าฌาน อันนี้ตามพระสูตรไม่รู้กี่ร้อยพระสูตร ขั้นต้นของการปฏิบัติก็ชัดเจน ทำจิตใจให้สงบ แต่ว่าจิตใจจะสงบได้ในทางที่จะเป็นฐานให้เกิดวิปัสสนา ต้องฉลาดด้วย ฉลาดในการปล่อยวางนิวรณ์ต่างๆ จะต้องมีตัวรู้ รู้ตัวอยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญญา

ถ้าเรามีแต่สติและขาดสัมปชัญญะ จิตใจก็จะเคลิบเคลิ้มและเป็นโมหะสมาธิ ตกภวังค์ แต่นั่นก็ไม่ใช่โทษของสมถะ เป็นโทษของคนทำสมาธิยังไม่เป็น สติยังไม่สัมปชัญญะ ยังไม่มีกำลังเท่านั้นเอง การที่ว่าอยู่ในชีวิตประจำวัน ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงไม่สำคัญมั่นหมาย ดีมากถ้าทำได้ สาธุอนุโมทนา แสดงว่าคนนั้นเป็นพระอรหันต์ แต่เราจะเอาปฏิปทาพระอรหันต์ไปใช้กับปุถุชนจะได้หรือ อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การปฏิบัติธรรม แน่นอนเราก็ต้องมีข้อวัตรปฏิบัติที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตน เราจะใช้เวลากับการนั่งสมาธิเดินจงกรม เหมือนนักบวชคงไม่ได้ แต่ว่าเป็นสิ่งที่สังเกตได้ไม่ยาก คือถ้าให้เวลากับการฝึกสติต่อเนื่องกับการนั่งสมาธิทุกวัน เช้า เย็น สติในชีวิตประจำวัน การไม่สำคัญมั่นหมายในสิ่งต่างๆ ที่ว่านั้นจะง่ายขึ้น สติเราจะดีขึ้น และนอกจากนั้นแล้ว เราต้องคิดว่าเหตุการณ์นี้ สถานการณ์อย่างนี้ ต้องวางตัวอย่างไร เราจึงจะมีสติ และควรจะปฏิบัติอย่างไร

ข้อวัตรปฏิบัติมีมากมายให้เราเลือก การดูลมหายใจเข้าออกก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง เป็นส่วนสำคัญ แต่ในบางครั้งก็อาจจะเป็นแค่ใช้ความอดทน ปฏิบัติธรรมอะไร ก็ปฏิบัติความอดทน เรียกว่าปฏิบัติธรรมเหมือนกัน และก็ค่อยๆ สังเกตความรู้สึกของตัวเอง และทำอะไรเพราะว่าอยากจะสร้างภาพพจน์ หรือว่าอยากจะอวดฐานะของตัวเอง ต้องการให้คนอิจฉาเราหรือไม่ พูดคำนี้เพื่ออะไร สมมติว่าเรารู้ความไม่ดีของคนคนหนึ่ง เราไปเล่าให้คนอีกคนหนึ่งฟัง เป็นความจริง ผิดศีลไหม ไม่โกหกนะ พูดความจริง แต่ว่ามันผิดศีลภาคปฏิบัติเพราะว่าเราพูด้วยจิตใจที่เศร้าหมอง พูดด้วยจิตใจที่ปองร้ายต่อคนนั้น อยากให้เขาเดือดร้อนใจ

ฉะนั้นเราต้องรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวของจิตใจของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และเลือกข้อวัตรปฏิบัติที่เหมาะสม อยู่ในที่ประชุมถ้าเราจำเป็นเราจะต้องเสนอความคิดเห็น บางครั้งอาจจะต้องคัดค้าน บางครั้งอาจจะต้องคล้อยตจาม บางครั้งอาจจะต้องพูด บางครั้งอาจจะไม่ควรพูด ต้องควบคุมอารมณ์อยู่ตลอดเวลา มีสิ่งท้าทายมากใช่ไหม หนึ่ง รู้กาลเทศะ สอง ควบคุมอารมณ์ เราเสนอความคิดเห็นอะไรไม่มีใครเห็นด้วย เราทำงานทั้งหนักและคิดว่าดีมากเลย และไม่มีใครยอมรับ เราจะรู้สึกอย่างไร หรือว่าเราถูกกล่าวหาในเรื่องที่เราไม่ได้ทำ เรารู้สึกอย่างไร เราจะแก้ความรู้สึกอย่างนี้ได้ไหม

เราทำอะไรด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีคนกล่าวหาว่าเราทำเพราะหวังผลประโยชน์ หรือว่าอยากดัง เราจะทำใจเราได้ไหม ต้องมีคุณธรรมอะไรมาช่วย เรามีสิ่งท้าทายอยู่ตลอดเวลา แต่เวลาว่างๆ ไม่มีอะไรที่จะต้องคิดไม่มีอะไรที่จะต้องทำโดยเฉพาะ เราก็กลับมาอยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก มันก็เป็นการตั้งต้นในความสงบ เราใช้เทคโนโลยีต่างๆ เราก็รู้เท่าทัน ส่วนมากคนใช้โทรศัพท์ ดูคนใช้โทรศัพท์ก็อาจจะเข้าใจผิดว่าถ้าไม่รับโทรศัพท์ภายใน ๓ วินาทีจะถูกปรับอะไรคล้ายๆ อย่างนั้น จิตใจก็ถูกกำหนดด้วยเสียงโทรศัพท์มาก เราควรทำอย่างไรดี

พอเราได้ยินเสียงโทรศัพท์ เราก็อยู่กับคนอา (นาปานสติ) สัก ๓-๔ ลมหายใจ หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ตั้งสติไม่ต้องวิ่งไปรับ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญเขาก็ไม่ไปไหนหรอก เราก็คอยรับด้วยสติ คำพูดของเราก็คงจะดีขึ้น จะเป็นประโยชน์ จะมีอุบายเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ เวลาไหนที่ไม่ควร ไม่จำเป็นต้องคิด จะอยู่ได้ไหม โดยที่ไม่ต้องคิด

ตอนเช้าอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว เราก็อยู่กับการอาบน้ำจริงไหม หรือว่าจิตใจมันไปอยู่ไหน เวลาแปรงฟันเคยแปรงฟันอย่างเดียวไหม ปล่อยให้จิตไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่งตัว เราอยู่ในปัจจุบันไหม เราศึกษาธรรมะ ทุกสิ่งทุกอย่างจะชัดขึ้น เรื่องความไม่แน่นอน เป็นต้น แล้วเรื่องการลดความไม่แน่นอนอะไรๆ ก็จะเตือนว่ามันไม่แน่จริงๆ สิ่งที่มันเหมือนที่เราคิด เหมือนที่เราคาดคิดน้อยมาก สิ่งที่ไม่เหมือนที่เราคิดมีมากกว่า เมื่อเราสังเกตเห็นอย่างนี้บ่อยๆ เราก็ไม่เอาจริงเอาจังกับความคิดจนเกินไป

เรื่องที่เรากำลังกังวล ถ้าเป็นเรื่องที่เราแก้ได้และรู้ว่าจะต้องแก้อย่างไร เราจะไปกังวลทำไม และถ้าเป็นเรื่องที่เราแก้ไม่ได้ ความกังวลก็จะไม่เกิดประโยชน์ แล้วเราจะไปกังวลทำไม เพราะฉะนั้นเรื่องที่เรากำลังกังวลมีอยู่ ๒​ ประการ เรื่องที่แก้ได้ และเรื่องที่แก้ไม่ได้ เรื่องที่แก้ได้ก็ไม่ต้องกังวล ก็ไปจัดการ เรื่องที่แก้ไม่ได้ก็ไม่ควรกังวล เรียกว่าหมดไม่ต้องกังวล จบเรื่องกังวล

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร