คำถามที่ ๔๗

ทำอย่างไรจึงจะดำรงชีวิตประจำวันอยู่ได้ด้วยจิตใจที่ผ่องใสดีงาม และรู้สึกโกรธและหงุดหงิดน้อยที่สุด ควรทำอย่างไรกับความหงุดหงิดและความโกรธ

คำตอบ

จิตใจที่ผ่องใส ดีงามมากที่สุด เราก็สรุปง่ายๆ ว่าเราต้องมีความพยายามในชีวิตประจำวัน ๔ อย่าง คือ หนึ่ง พยายามป้องกันไม่ให้สิ่งเศร้าหมองต่างๆ เกิดขึ้นในจิตใจ ไม่ให้ครอบงำจิตใจ สอง ก็คือ สำหรับความไม่ดีไม่งามต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องเพียรพยายามหาอุบายวิธีที่จะระงับความไม่ดีไม่งามนั้นให้ได้ สาม คุณงามความดีต่างๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสติสัมปชัญญะ ความอดทน เมตตาภาวนา อะไรก็แล้วแต่ ต้องพยายามหากุศโลบายทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นและสี่ สิ่งดีๆ งามๆ ที่เกิดขึ้นแล้วเพียรพยายามทำให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราดำรงชีวิตของเราไม่ว่าเราทำอะไร เรามีตำแหน่งอะไร แต่นั่นก็เป็นกรอบเป็นโครงสร้างมันจะผ่องใสขึ้น เพราะว่าสิ่งที่จะทำให้จิตใจหม่นหมองน้อยลง ไม่มีโอกาสจะครอบงำ

นี่ก็คือการกลับมาหาเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา การอยู่ในกรอบของศีล การเป็นผู้ที่รู้จักสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นผู้สำรวมอินทรีย์ เป็นผู้ที่ฝึกสติเป็นประจำ พยายามเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ มีการทำสมาธิภาวนาเป็นประจำ และรู้จักคิดรู้จักพิจารณาประสบการณ์ในชีวิตให้เห็นตามความเป็นจริง มีโอกาสทำประโยชน์ต่อส่วนรวมโดยการให้ทาน ให้เวลาให้ความช่วยเหลือ

ถ้าจะพูดเอาง่ายๆ ว่าหลายคนที่ว่ากลัดกลุ้ม จิตใจไม่ผ่องใส เพราะว่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองมากเกินไป มีเรามีของเราเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะฉะนั้น การให้ทาน การคิดช่วยคนอื่นสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม สร้างประโยชน์ต่อพระศาสนาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราลดความหมกมุ่นแต่ในเรื่องส่วนตัว เรื่องความโกรธและความหงุดหงิดทำให้น้อยที่สุดหรือทำให้น้อยลง

ปัญหาอะไรก็แล้วแต่ต้องแก้ทั้งสามด้านพร้อมกัน ด้านศีล ด้านสมาธิ หรือจิตใจ และด้านปัญญา คือหงุดหงิดรำคาญ โกรธแล้วอย่าไปแสดงออก อย่าไปพูด อย่าไปทำอะไรด้วยอำนาจของความโกรธความหงุดหงิดนั้น เพราะทุกครั้งที่เราทำตาม พูดตาม มันจะทำให้อารมณ์ได้กำลังได้อาหาร แล้วก็เพิ่มความเคยชินที่จะแสดงออกอย่างนั้นต่อไป เป็นการสร้างบาปกรรมซึ่งจะทำให้เราต้องไปรับผลต่อไป เพราะฉะนั้นเราก็มีเจตนางดเว้นที่จะแสดงออก พร้อมกันนั้นต้องเจริญสติ

ก่อนที่เราจะโกรธจะหงุดหงิดต้องมีบางสิ่งบางอย่างบอก มีสัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงทางกายด้วย ทางใจด้วย ถ้าเรามีสติก็จับได้ทั้งที่ยังไม่เกิดเต็มที่และป้องกัน เราเจริญเมตตาภาวนาทางความคิด ต้องการให้เขามีความสุข ต้องการให้เขาพ้นทุกข์ ก็จะเป็นตัวชำระล้างความคิดโกรธแค้น หงุดหงิดรำคาญ และใช้ความอดทนด้วย อดทนต่อความรู้สึกที่ไม่ดีนั้น ด้านปัญญาให้ใช้ปัญญาพิจารณาโทษ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลุอำนาจแก่ความโกรธ

ความโกรธสร้างปัญหากับคนรอบข้างมากใช่ไหม ที่เราเคยโกรธคุณพ่อโกรธคุณแม่ โกรธพี่น้องโกรธลูกหลาน มันเคยมีผลดีไหมจากความโกรธเช่นนั้น ความหงุดหงิด รำคาญ มันเคยมีผลดีกับชีวิตบ้างไหม หรือว่าเคยสร้างปัญหาอย่างไร ดูจากชีวิตตัวเองและชีวิตคนอื่น อันนี้เราต้องคิด ใช้ปัญญาคิดพิจารณา อย่างนี้ก็จะช่วยให้เราระมัดระวังไม่ให้โกรธมากขึ้น แต่ระดับสูงขึ้นไปจิตใจมีสติมาก สงบมาก มั่นคงแน่วแน่แล้ว ความคิดโกรธรำคาญเกิดขึ้นก็สักแต่ว่าอารมณ์ชั่วแวบเท่านั้น จะเห็นว่าก็เป็นแค่นั้นเอง ความโกรธ ไม่มีเจ้าของ เป็นของธรรมชาติ เกิดแล้วดับ อันนี้ก็เป็นปัญญาในระดับวิปัสสนา ถ้าเราจะแก้ แก้ที่ศีล แก้ที่จิตใจ แก้ที่ปัญญา

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร