ครั้งอดีตกาล พระโพธิสัตว์มีพระนามว่า พระชุณหราชกุมาร เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสี พระราชบิดาส่งชุณหราชโอรสไปศึกษาที่กรุงตักสิลา

หัวค่ำวันหนึ่ง ชุณหราชกุมารออกจากบ้านอาจารย์แล้วรีบกลับไปยังที่พักของตน รีบร้อนเดินโดยไม่ทันระวัง จึงชนเข้ากับพราหมณ์คนหนึ่ง ทำให้หม้อข้าว (หม้อดิน) ตกแตกข้าวกระจายเกลื่อน ส่วนตัวของพราหมณ์ก็ล้มลงร้องเสียงหลง พระราชกุมารตกใจ ตั้งสติได้แล้วช่วยฉุดพราหมณ์ให้ลุกขึ้น

พราหมณ์เจรจาว่า “เธอชนจนเราล้ม หม้อข้าวของเราแตกแล้ว เธอจงจ่ายค่าอาหารมาให้เรา” พระราชกุมารกล่าวว่า “ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอโทษ ตอนนี้ยังไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารให้ท่านได้ ผมเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสี (ราชาแคว้นกาสี มีพาราณสีเป็นเมืองหลวง) เราคือชุณหราชกุมาร ต่อไปเมื่อเราได้อยู่ในราชสมบัติแล้วเมื่อใด ท่านพึงแสดงตนขอเงินแก่เราก็แล้วกันนะ” พราหมณ์ยินยอมตามนั้น แล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันไป

ต่อมาพระราชกุมารจบการศึกษาแล้ว เดินทางกลับสู่กรุงพาราณสี แสดงศิลปะที่ได้ร่ำเรียนมาให้พระราชบิดาทอดพระเนตร พระราชาจึงทรงอภิเษกไว้ในราชสมบัติ เป็นพระเจ้ากาสีพระองค์ใหม่ เป็นพระเจ้าชุณหะ เสด็จครองราชย์โดยธรรม

พราหมณ์คนนั้นได้ยินข่าวแผ่นดินกาสีผลัดเปลี่ยนกษัตริย์ ก็คิดว่า “เด็กคนนั้นคงได้เป็นพระราชาแล้ว เราจะไปเข้าเฝ้าทวงค่าอาหาร” แล้วเดินทางมากรุงพาราณสี

ขณะนั้น พระราชากำลังเสด็จทำประทักษิณพระนครอยู่ เขาจึงหาที่สูงเพื่อยืนหมายให้พระราชาเห็นเขาชัดๆ เมื่อพระราชาเสด็จผ่านมา เขาก็เหยียดมือออกแล้วกล่าวสดุดี แต่คนมีจำนวนมาก พระราชาไม่ได้ทอดพระเนตรมายังเขาเลย และกำลังจะเสด็จผ่านไป เขารีบตะโกนกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ขอพระองค์จงสดับคำของพระองค์เล็กน้อยเถิด ข้าพระองค์เดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อประโยชน์ในการเข้าเฝ้าพระเจ้าชุณหะ

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย เมื่อพราหมณ์อุตส่าห์เดินทางไกลมายืนรอรับเสด็จ บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่พูดว่า ขอจงเสด็จต่อไปเถิด อย่าได้สนใจในพราหมณ์ผู้มาจากแดนไกล และกำลังวิงวอนขอเข้าเฝ้า”

พระเจ้าชุณหะทรงสดับคำแล้ว ทรงหยุดข้างพระราชพาหนะ ตรัสถามว่า

“ท่านพราหมณ์ ท่านเดินทางไกลมาที่นี้เพื่อประโยชน์อันใด จงบอกมาเถิดว่าท่านต้องการอะไรจากเรา?”

พราหมณ์ทูลขอทันทีว่า “ขอให้พระองค์โปรดพระราชทานบ้านส่วน ๕ ตำบล ทาสี ๑๐๐ โค ๗๐๐ ทองคำบริสุทธิ์ ๑,๐๐๐ แท่ง และทรงโปรดประทานภรรยาผู้งดงามมีชาติสกุลดีให้แก่ข้าพเจ้าสัก ๒​ คนเถิด”

พระราชาตรัสถามว่า “ท่านพราหมณ์ ท่านมีตบะแก่กล้าหรือ? หรือว่ามนต์ขลังของท่านมีอยู่ หรือว่าท่านสามารถทำให้ยักษ์บางพวกอยู่ในอำนาจของท่านได้? หรือว่าท่านเคยทำอุปการะแก่เรา?”

พราหมณ์ตอบว่า “ข้าพระองค์ไม่มีตบะ มนต์ขลังก็ไม่มี ความสามารถควบคุมยักษ์ได้ก็ไม่มี ทั้งไม่เคยทำอุปการะให้แก่พระองค์ด้วย มีเพียงได้เคยพบปะกันครู่เดียว”

พระราชาตรัสว่า “เรารู้ว่าการเห็นกันครั้งนี้เป็นการเห็นกันครั้งแรกนะ เราจำไม่ได้ว่าเราเคยพบกันมาก่อน ถ้าท่านได้เคยพบกับเรามาก่อน ขอท่านช่วยบอกให้เราระลึกได้ด้วย”

พราหมณ์ทูลความหลังครั้งที่พระราชายังเป็นพระราชกุมาร ได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงตักสิลาว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ตัวพระองค์และข้าพระองค์ได้เคยเจอกันที่เมืองตักสิลา พระนครที่น่ารื่นรมย์ของพระเจ้าคันธารราช เพราะความมืดทำให้เราเดินชนกัน ทำให้ได้เจรจาปราศรัยกันด้วยถ้อยคำให้ระลึกถึงกันตรงนั้น นั่นเป็นการพบกันครั้งแรกและครั้งเดียวของเราทั้งสอง การพบกันหลังจากนั้นไม่มี ก่อนหน้านั้นก็ไม่มี (เป็นมิตรภาพเพียงชั่วครู่)

พระราชาตรัสว่า “ท่านพราหมณ์ การพบปะกับสัตบุรุษย่อมมีในหมู่มนุษย์เป็นบางครั้งบางคราว, บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ทำการพบปะ ความสนิทสนมคุ้นเคย หรือแม้แต่คุณความดีที่ผู้อื่นกระทำแก่ตนไว้ในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไป

ส่วนคนพาลทั้งหลายย่อมทำการพบปะ ความสนิทสนมคุ้มเคยหรือคุณความดีที่ผู้อื่นกระทำแก่ตนไว้ในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไป คุณความดีที่ทำไว้ในคนพาลทั้งหลายถึงจะมากมายก็ย่อมเสื่อมสูญไปหมด เพราะว่า คนพาลทั้งหลายเป็นคนอกตัญญู

ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมไม่ทำการพบปะ ความสนิทสนมคุ้นเคย หรือแม้แต่คุณความดีที่ผู้อื่นกระทำแก่ตนไว้ในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไป คุณความดีที่ทำไว้ในเหล่านักปราชญ์ทั้งหลาย ถึงจะเล็กน้อยแต่ก็ไม่เลือนหายไป เพราะว่า นักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้มีความกตัญญูดี

เอาละ เราจะให้บ้านส่วยแก่ท่าน ๕ ตำบล นางทาสี ๑๐๐​ คน โค ๗๐๐ ตัว ทอง ๑,๐๐๐ แท่ง และภรรยา ๒​คน ที่มีชาติสกุลเหมาะสมกับท่าน”

พราหมณ์กราบทูลสดุดีแก่พระเจ้าชุณหะว่า

“ขอเดชะพระมหาราชา การสมาคมกับสัตบุรุษดีอย่างนี้ พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นกาสี ข้าพระองค์สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เช่นมีบ้านส่วย ข้าพระองค์เป็นเหมือนดวงจันทร์ มีดวงดาวรายล้อม ก็เพราะข้าพระองค์ได้เคยพบปะ (=มีไมตรีจิต) กับพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้มีวันนี้”

ดู ชุณหชาดก : ชุ.ชา.เอกาทสกนิบาต ข้อ ๑๕๐๔-๑๕๑๔, ชา.อ.๑/๖/๑๓-๒๑

 

คติสำคัญของเรื่อง

คุณงามความดีแม้เล็กน้อยที่ทำให้แก่นักปราชญ์
ย่อมไม่เลือนหายไป เพราะพวกนักปราชญ์มีความกตัญญูดี