สมัยหนึ่ง พระผัคคุณะ อาพาธ เป็นไข้หนัก พระอานนท์จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว ได้กราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผัคคุณะอาพาธ เป็นไข้หนัก ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปเยี่ยมพระผัคคุณะเถิด พระเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณี

ในเวลาเย็น พระพุทธองค์เสด็จเข้าไปเยี่ยมพระผัคคุณะถึงที่อยู่

เมื่อพระผัคคุณะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาจึงพยายามลุกจากเตียง แต่พระพุทธองค์ตรัสห้ามว่า

“อย่าเลย ผัคคุณะ เธออย่าลุกขึ้นจากเตียงเลย อาสนะที่ปูไว้แล้วมีอยู่ เราจักนั่งบนอาสนะนั้น”

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะ แล้วตรัสถามพระผัคคุณะว่า

“ดูก่อนผัคคุณะ เธอยังพออดทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาย่อมบรรเทาลง ไม่กำเริบขึ้นหรือ”

พระผัคคุณะกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทนไม่ไหว ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ลมกล้าเสียดแทงศีรษะและท้องข้าพระองค์ ความเร่าร้อนในกายของข้าพระองค์มีประมาณยิ่ง ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนัก ไม่บรรเทาเลย พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทศนา ให้พระผัคคุณะเห็นแจ้ง ในสมาทาน อาจหาญ ร่าเริง แล้วลุกจากอาสนะเสด็จกลับ

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับแล้วไม่นาน พระผัคคุณะก็มรณภาพ แต่อินทรีย์ของท่านนั้นผ่องใสยิ่งนัก

พระอานนท์ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจากมาไม่นาน พระผัคคุณะก็มรณภาพ แต่อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนอานนท์ ก็อินทรีย์ของผัคคุณะจักไม่ผ่องใสได้อย่างไรเล่า จิตของผัคคุณะหลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนานั้น

ดูก่อนอานนท์ นี้คือ อานิสงส์ในการฟังธรรม ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม โดยกาลอันควร

ดูก่อนอานนท์ หากแม้จิตของภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ แต่ในเวลาใกล้ตาย เธอได้เห็นตถาคต ตถาคตย่อมแสดงธรรม อันงานในเบื้องต้น อันงามในท่ามกลาง อันงานในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เธอ

จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนานั้น

นี้เป็น อานิสงส์ข้อที่ ๑ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร

อีกประการหนึ่ง ในเวลาใกล้ตาย หากแม้เธอไม่ได้เห็นตถาคต แต่เธอได้เห็นสาวกของตถาคต สาวกของตถาคตย่อมแสดงธรรมแก่เธอ

จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนานั้น

นี้เป็น อานิสงส์ข้อที่ ๒ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร

อีกประการหนึ่ง ในเวลาใกล้ตาย หากแม้เธอไม่ได้เห็นตถาคต และไม่ได้เห็นสาวกของตถาคต แต่ เธอย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ได้เรียนมา เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ได้เรียนมาอยู่

จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้ด้วยตนเอง

นี้เป็น อานิสงส์ ข้อที่ ๓ ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร

ดูก่อนอานนท์ หากแม้จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้หลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในพระนิพพาน ในเวลาใกล้ตาย เธอได้เห็นตถาคต ตถาคตย่อมแสดงธรรม อันงามในเบื้องต้น อันงามในท่ามกลาง อันงามในที่สุดแก่เธอ

จิตของเธอย่อมน้อมไปในพระนิพพาน เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนานั้น

นี้เป็น อานิสงส์ข้อที่ ๔ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร

อีกประการหนึ่ง ในเวลาใกล้ตาย หากแม้เธอไม่ได้เห็นตถาคต แต่เธอได้เห็นสาวกของตถาคต สาวกของตถาคตย่อมแสดงธรรมแก่เธอ

จิตของเธอย่อมน้อมไปในพระนิพพาน เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนานั้น

นี้เป็น อานิสงส์ข้อที่ ๕ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร

อีกประการหนึ่ง ในเวลาใกล้ตาย หากแม้เธอไม่ได้เห็นตถาคต และไม่ได้เห็นสาวกของตถาคต แต่ เธอย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ได้เรียนมา เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ได้เรียนมาอยู่

จิตของเธอย่อมน้อมไปในพระนิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

นี้เป็น อานิสงส์ข้อที่ ๖ ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร

ดูก่อนอานนท์ นี้แล อานิสงส์ในการฟังธรรม ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม โดยกาลอันควร