เมื่อครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยเหล่าพระภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระพุทธบิดา และพระประยูรญาตินั้น

พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง มหาเวสสันดรชาดก ในกาลจบพระธรรมเทศนา พระพุทธบิดาและเหล่าพระประยูรญาติต่างชื่นชมยินดี แล้วพากันกราบทูลลากลับพระราชนิเวศน์ของตนๆ ไม่มีแม้สักพระองค์เดียวที่คิดจะกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุสงฆ์ ให้รับภัตตาหารบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น

วันรุ่งขึ้น หลังจากเสร็จพระสรีรกิจแล้ว พระพุทธองค์ทรงพิจารณาถึงจารีตประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต ก็ทรงทราบด้วยพระญาณว่า

“พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต เมื่อเสด็จมาถึงพระนครแห่งพระพุทธบิดาแล้ว มิได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์ แต่ย่อมเสด็จไปตามลำดับตรอกแห่งหนทางบ้านเรือนของชนทั่วไป”

เมื่อพระบรมศาสดาทรงทราบเช่นนั้นแล้ว พระพุทธองค์พร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์สองหมื่นรูปจึงเสด็จเข้าสู่กรุงกบิลพัสดุ์เพื่อบิณฑบาตตามพระพุทธประเพณี

พระเจ้าสุทโธทนะทรงเข้าพระทัยว่า พระราชโอรสจะทรงพาพระภิกษุสงฆ์สาวกเข้ามารับอาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์ เมื่อได้ทรงทราบข่าวการเสด็จบิณฑบาตของพระศาสดา ก็ตกพระทัยรีบเสด็จออกไปหาพระพุทธองค์ ประทับยืน ณ เบื้องพระพักตร์แล้วตรัสว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เหตุไฉนพระองค์จึงกระทำให้หม่อนฉันได้รับความอับอาย โดยการเที่ยวบิณฑบาตเช่นนี้หรือพระองค์เข้าพระทัยว่า หม่อนฉันไม่สามารถจะถวายภัตตาหารแด่ภิกษุสงฆ์มีประมาณเท่านี้ ให้พอฉันโดยทั่วกันได้ แลขึ้นชื่อว่าขัตติยวงศ์สืบมาในศากยวงศ์นี้ จะมีขัตติราชพระองค์ใด ออกเที่ยวภิกขาจารเช่นนี้ มิเคยมีในจารีตประเพณีของหม่อมฉันมาก่อนเลยพระพุทธเจ้าข้า”

พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า

“ดูก่อนมหาบพิตร ตถาคตหาได้อยู่ในขัตติยวงศ์ของมหาบพิตรไม่ หากแต่ตถาคตอยู่ในตระกูลพุทธวงศ์ การเที่ยวภิกขาจารบิณฑบาตนี้ เป็นจารีตประเพณีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์”

แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธบิดาว่า

“บุคคลใดมิได้ประมาทในความเพียร
    อุตสาหะประพฤติในสุจริตธรรม
    ไม่ประพฤติในทุจริตธรรม
    บุคคลนั้นย่อมอยู่เป็นสุข
    ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า”

เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระพุทธบิดาทรงดำรงอยู่ใน พระโสดาปัตติผล

พระเจ้าสุทโธทนะกราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยหมู่พระภิกษุสงฆ์ ให้เสด็จไปรับบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์

พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาด้วยอาการดุษณี

ในวันรุ่งขึ้น หลังเสร็จภัตกิจแล้ว ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระนางมหาปชาบดี และพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระนางมหาปชาบดีทรงบรรลุพระโสดาปัตติผล ส่วนพระพุทธบิดาทรงบรรลุ พระสกทาคามิผล

ในวันที่สาม พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาเสด็จเข้าไปรับบิณฑบาตยังพระราชนิเวศน์ของพระพุทธบิดาพร้อมด้วยเหล่าพระภิกษุสงฆ์ตามคำกราบทูลอาราธนาเช่นวันก่อน หลังจากเสร็จภัตกิจแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะ กราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยที่พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยามีเทพยดาองค์หนึ่งเข้ามาหา แล้วบอกกับข้าพระองค์ว่า พระราชโอรสบำเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ไม่ได้เสวยพระกระยาหารเป็นเวลาหลายวันแล้ว บัดนี้ ได้ทำลายพระชนม์ชีพเสียแล้ว แต่ข้าพระองค์ไม่เชื่อคำของเทวดานั้น ข้าพระองค์มั่นใจว่า หากพระองค์ยังไม่ตรัสรู้ตราบใด ก็จักยังไม่สิ้นพระชนม์ตราบนั้น”

พระบรมศาสดาตรัสว่า

“ดูก่อนมหาบพิตร ในอดีตกาล เมื่อตถาคตยังเป็นพระโพธิสัตว์ อาจารย์ทิศาปาโมกข์นำกระดูกแพะมาแสดงแก่มหาบพิตร แล้วบอกว่า นี่เป็นกระดูกของบุตรท่าน บุตรของท่านตายแล้ว มหาบพิตรก็ไม่ทรงเชื่อเช่นกัน”

แล้วทรงแสดง มหาธัมมปาลชาดก แก่พระพุทธบิดา

ในกาลจบพระธรรมเทศนา พระเจ้าสุทโธทนะทรงบรรลุ พระอนาคามิผล

กาลต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษา ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้น พระเจ้าสุทโธทนะประชวรหนัก เสวยทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า ทรงระลึกถึงพระบรมศาสดา

ในยามใกล้รุ่ง พระบรมศาสดาทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติออกจากสมาบัติแล้ว ทรงพิจารณาตรวจดูเวไนยสัตว์ ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธบิดากำลังประชวรหนัก ทรงดำริว่า

“พระพุทธบิดามีพระโรคาพาธอย่างแรงกล้า ปรารถนาจะเห็นตถาคต ตถาคตควรจะไปเยี่ยมพระบิดาในกาลบัดนี้”

แล้วเสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์ ตรัสเรียกพระอานนท์ให้บอกกล่าวแก่พระขีณาสพทั้งหลาย มีพระอัครสาวก เป็นต้น ให้มาประชุมพร้อมกัน แล้วมีพระพุทธดำรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไปทัศนาพระพุทธบิดากับตถาคต อันจักเป็นปัจฉิมทัศนาในวันนี้แล้ว”

พระพุทธองค์พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงฆ์ห้าร้อย ได้เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ทางนภากาศ แล้วเสด็จลง ณ พระราชมณเฑียรประทับนั่งบนอาสนะ ทอดพระเนตรเห็นพระสรีรกายแห่งพระบิดาผ่ายผอมซูบซีด จึงตรัสถามว่า

“ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์พอทนได้อยู่หรือ ทุกขเวทนาปรากฏความทุเลา ไม่ปรากฏความกำเริบขึ้นหรือ”

พระเจ้าสุทโธทนะกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทุกขเวทนาแห่งข้าพระองค์เหลือกำลังที่จะอดทน ปรากฏแต่ความกำเริบ ไม่ปรากฏความทุเลาลงเลย พระพุทธเจ้าข้า”

เมื่อพระบรมศาสดาได้สดับเช่นนั้น ทรงกระทำสัตยาธิษฐานถึงพระบารมีที่พระองค์ได้บำเพ็ญมาตลอดสี่อสงไขยแสนมหากัปขอทุกขเวทนาในพระเศียรแห่งพระพุทธบิดาจงอันตรธานสิ้นไป แล้วทรงยื่นพระหัตถ์ขวาลูบลงที่พระเศียรแห่งพระพุทธบิดา ทุกขเวทนาในพระเศียรก็ระงับดับไปด้วยพระสัจบารมี

พระอานนท์กราบทูลขอพระพุทธานุญาต แล้วตั้งสัตยาธิษฐาน ลูบลงที่พระกรเบื้องขวา ทุกขเวทนาที่พระกรเบื้องขวาก็ระงับลง

พระนันทะกราบทูลขอพระพุทธานุญาต แล้วตั้งสัตยาธิษฐาน ลูบลงที่พระกรเบื้องซ้าย ทุกขเวนาที่พระกรเบื้องซ้ายก็ระงับลง

ลำดับนั้น พระราหุลลุกขึ้นถวายบังคมพระศาสดา แล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า

“เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรได้เสียสละพระราชทานข้าพระพุทธเจ้าแก่ชูชก ข้าพระบาทก็ยินยอมตามพระราชอัธยาศัย มิได้ขัดขืน หากความข้อนี้เป็นวจีสัตย์ ขอให้ทุกขเวทนาของพระอัยกาจงสูญสิ้นไป”

แล้วลูบพระหัตถ์ลงที่พระปฤษฎางค์ ทุกขเวทนาอันแรงกล้าในสรีรกายแห่งพระเจ้าสุทโธทนะก็ปลาสนาการสิ้นไป พระองค์ทรงประนมหัตถ์ขึ้นถวายบังคมพระบรมศาสดาด้วยความปีติโสมนัส

พระผู้มีพระภาคทรงพิจารณาเห็นพระชนมายุของพระบิดาเหลือน้อยนัก แลทรงทราบอุปนิสัยแห่งอรหัตผลของพระบิดา จึงตรัสว่า

“ดูก่อนมหาบพิตร อันว่าชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนัก ดำรงอยู่ได้ไม่ยั่งยืน ประดุจสายฟ้าแลบ ชีวิตสังขารทั้งปวงมีมรณะเป็นที่สุด นี้เป็นธรรมดาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย”

พระบรมศาสดาตรัสถามว่า

“ดูก่อนมหาบพิตร สิริราชสมบัติที่พระองค์ทรงครองอยู่ยังทรงห่วงอยู่หรือ”

“ไม่ห่วงแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” พระพุทธบิดาตรัสตอบ

“พระองค์ไม่ทรงห่วงข้าราชบริพาร และพสกนิกรแล้วหรือ”

พระเจ้าสุทโธทนะตรัสตอบว่า

“ข้าพระองค์ไม่ห่วงผู้ใดเลย พระพุทธเจ้าข้า”

พระบรมศาสดาตรัสถามต่อว่า

“พระองค์ไม่ทรงอาลัยในพระวรกายของพระองค์แล้วหรือ”

พระพุทธบิดาตรัสตอบว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ไม่อาลัย พระพุทธเจ้าข้า”

“แล้วสรีรกายของบุคคลอื่นเล่า ไม่ทรงอาลัยผู้ใดแล้วหรือ”

“แม้สรีรกายของผู้อื่น ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่อาลัยแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

คราวนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำการแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ พระอานนท์จึงกราบทูลถามถึงสาเหตุ

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า

“อานนท์ บัดนี้ พระพุทธบิดาได้บรรลุ พระอรหัตผล แล้ว อีกไม่นานพระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน”

ลำดับนั้น พระเจ้าสุทโธทนะยกพระหัตถ์ขึ้นประคองอัญชลี ผินพระพักตร์ไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า กรรมใดๆ ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้เคยประมาทล่วงเกินไว้ ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ที่ปรากฏอยู่ ณ ที่นี้ก็ดี แลมิได้ปรากฏอยู่ ณ ที่นี้ก็ดี ตั้งแต่อดีตกาลนานมาจนถึงปัจจุบัน ขอพระสุคตเจ้าทรงโปรดพระกรุณาอดโทษทั้งปวงแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระบาทจักขอกราบถวายนมัสการลาพระศาสนา นิพพาน ในกาลบัดนี้ พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งเหล่าพระภิกษุสงฆ์ ได้ประทานสาธุการขึ้นพร้อมกัน

พระเจ้าสุทโธทนะหลับพระเนตรลง ลมหายใจเข้าลมหายใจออกของพระองค์ค่อยๆ แผ่วลงๆ จนดับสนิท

เมื่อพระพุทธบิดาทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุกจากอาสนะ เสด็จเข้าไปที่พระราชอาสน์ ทรงใช้พระหัตถ์ซ้ายช้อนพระเศียรพระพุทธบิดาขึ้น ทรงสรงพระบรมศพด้วยสุคนธวารีตามขัตติยประเพณีทุกประการ ทรงลูบพระเศียรพระพุทธบิดา แล้วตรัสว่า

“บุคคลใด ประพฤติในกุศลธรรมสุจริต
    แลมีจิตปรารถนาโพธิสมภาร
    บุคคลนั้น จงอุตส่าห์อภิบาล
    บำรุงเลี้ยงมารดาบิดาเถิด
    จักสำเร็จสมความปรารถนาทุกประการ”

เมื่อจบพระพุทธดำรัส พระพุทธองค์ทรงอัญเชิญพระบรมศพของพระพุทธบิดาขึ้นสู่จิตกาธาน แล้วทรงถวายพระเพลิงพระบรมศพด้วยพระองค์เอง