ครั้งอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในสกุลพราหมณ์ในแคว้นกาสี พวกญาติตั้งชื่อให้ว่า “ติรีติวัจฉะ” เจริญเติบโตแล้วไปศึกษาที่เมืองตักศิลา จบแล้วไม่นานบิดามารดาก็ตายไป ติรีติวัจฉะสลดใจจึงออกบวชเป็นฤาษี (เรียกว่า ดาบสก็ได้) ดำรงชีพอยู่ในป่าด้วยรากไม้บ้าง ผลไม้บ้าง ไม่นานนักก็มีกองทัพของพระราชาแคว้นอื่นยกทัพเข้ารบและยึดครองชายแดนกาสี พระราชาพาราณสี (แคว้นกาสี) ทรงยกทัพออกรบ แต่ทรงพ่ายแพ้ ช้างทรงหนีเตลิดเข้าไปในป่าลึกไม่ไกลจากอาศรมฤาษี

รุ่งเช้า ฤาษีออกจากอาศรมไปหาอาหาร พระราชาประทับอยู่บนคอช้าง เสด็จมาถึงอาศรม ทรงเหน็ดเหนื่อย ทั้งหิวและกระหายน้ำ ทอดพระเนตรเห็นบ่อน้ำอยู่ท้ายที่จงกรมของฤาษี เสด็จชะโงกดูก็เห็นก้นบ่อลึกมีน้ำอยู่ ทรงไม่เห็นภาชนะตักน้ำ และไม่มีเชือกผูกเพื่อหย่อนภาชนะลงตักน้ำอยู่เลย

ทรงกระหายน้ำมากจนทนไม่ไหว จึงตัดสินพระทัยแก้เชือกที่รัดช้างทรงอยู่ออก แล้วผูกเชือกด้านหนึ่งไว้กับเท้าช้าง จากนั้นพระองค์ก็ทรงจับเชือกไต่ลงไปในบ่อน้ำ แต่ปรากฏว่าเชือกยาวไม่พอให้ถึงก้นบ่อ จึงทรงตัดสินใจปล่อยมือให้ตัวร่วงหล่นลงก้นบ่อน้ำ ทรงดื่มจนพอแก่ความต้องการ แต่ไม่สามารถเสด็จขึ้นจากบ่อน้ำได้ ประทับยืนอยู่หวังว่าจะมีใครสักคนช่วยเหลือ ฤาษีโพธิสัตว์ได้อาหารแล้วกลับมาถึงอาศรมก็เห็นช้างยืนอยู่ใกล้บ่อน้ำ คิดว่าช้างเชือกนี้คงเป็นช้างทรงของพระราชาแน่ๆ แล้วตัวพระราชาไปอยู่เสียที่ไหนหนอ? ช้างรู้ว่าฤาษีกำลังเดินเข้ามา ก็เดินออกไปให้ไกลจากบ่อน้ำ ฤาษีมาถึงก็ชะโงกมองลงไปในบ่อน้ำก็เห็นพระราชาอยู่ในบ่อ จึงทูลไม่ให้ทรงกลัว แล้วผูกไม้ทำเป็นบันไดหย่อนลงไปให้พระราชาเสด็จขึ้นมา จากนั้นช่วยนวดพระวรกาย ทาน้ำมัน ให้ทรงสรงสนาน ให้เสวยผลไม้ ทั้งช่วยดูแลปรนนิบัติช้างทรงให้ด้วย

พระราชาประทับอยู่ ๒-๓ วัน ทรงร่ำลาและทรงเชื้อเชิญให้ฤาษีไปหาพระองค์ในภายหลัง แล้วเสด็จด้วยช้างออกจากป่า ไม่นานก็ทรงพบกับเหล่าทัพที่ตั้งค่ายตามหาพระราชาอยู่แล้วเสด็จเข้าพระนคร

ผ่านไปครึ่งเดือน ฤาษีโพธิสัตว์เข้าไปแสวงหาอาหารเค็ม เปรี้ยว หวาน (=หาอาหารประณีตบ้าง หลังร่างกายได้รับแต่ผลหมากรากไม้มานาน) ในพระนครพาราณสี ได้อาหารแล้วพำนักอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้นคิดว่าจะไปเยี่ยมเยือนพระราชาบ้าง ก็เที่ยวหาอาหาร (ภิกขาจาร) มาหยุดอยู่ที่ประตูพระราชนิเวศน์ พระราชาทรงเปิดพระแกลบนปราสาททอดพระเนตรลงมาก็จำได้ว่านั่นคือดาบสที่เคยช่วยชีวิตเรา จึงเสด็จลงจากปราสาท ไหว้แล้วทรงนำเข้าสู่ท้องพระโรง เชิญให้นั่งบนราชบัลลังก์สำหรับกษัตริย์ ให้บริโภคอาหารเลิศอย่างที่เขาจัดให้พระองค์ แม้พระองค์ก็เสวยอาหารนั้นด้วย

จากนั้นเสด็จนำฤาษีไปยังพระราชอุทยาน โปรดให้สร้างที่อยู่ต่างๆ พระราชทานให้ฤาษีใช้สอยทั้งถวายทุกอย่างที่คู่ควรแก่บรรพชิต แล้วตรัสให้นายอุทยานบาลทั้งหลายผลัดเวรกันปรนนิบัติฤาษีทุกๆ วัน

จากวันนั้น ทุกๆ วันฤาษีก็จะเข้าไปบริโภคแต่ในพระราชนิเวศน์ ได้รับความเคารพรักความนับถือจากพระราชาอย่างมาก สร้างความไม่พอใจให้แก่พวกอำมาตย์ทั้งหลายที่ต้องทำความเคารพ และการต้อนรับฤาษีไปด้วย พวกเขาคุยกันว่า สักการะที่ฤาษีได้รับนั้นถ้าคนที่เป็นทหารจะได้รับสักการะเช่นนี้บ้างอาจต้องตายแทนพระราชาเท่านั้นจึงจะได้รับ แล้วชักชวนกันเข้าเฝ้าพระราชโอรสซึ่งดำรงตำแหน่งอุปราช ทูลให้ทรงทราบว่าขณะนี้พระราชาอาจจะกำลังหลงผิดอยู่ในดาบส ทรงปรนนิบัติดาบสอย่างเลิศ แต่พวกเรามองไม่เห็นคุณอะไรๆ ในตัวดาบสที่จะทำให้พระราชาทรงเลื่อมใส่ได้เลย จึงมาขอความเห็นจากพระอุปราชว่าควรทำอย่างไรดี? แล้วกล่าวอีกว่า

“กรรมอะไรๆ ที่สำเร็จด้วยวิชาของดาบสนี้ไม่มีเลย ทั้งดาบสนั้นก็ไม่ได้เป็นพระญาติหรือพระสหายกับพระราชา เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใดเล่า ติรีติวัจฉดาบสผู้ปกติถือท่อนไม้ ๓ ท่อน (=ไม้ ๓ อัน หรือ ๓​ ท่อน มีไว้เพื่อตั้งหม้อหรือคนโทน้ำ) เที่ยวไป จึงได้บริโภคแต่โภชนะมีรสเลิศเล่า?”

พระราชาทรงได้สดับข้อครหานั้น จึงตรัสเรียกพระราชโอรสมาเข้าเฝ้าแล้วตรัสให้รำลึกถึงความหลัง ครั้งที่พ่อยกทัพไปรบชายแดนแล้วรบแพ้ ต้องหลบอยู่ในป่า ๒-๓ วัน, พระราชโอรสทูลว่า “หม่อนฉันยังจำได้ดี” พระราชาได้ตรัสเล่าถึงความช่วยเหลือที่ฤาษีได้กระทำอุปการะแก่พ่ออย่างสูงสุด คือการช่วยชีวิตพ่อไว้ “เมื่อท่านผู้ให้ชีวิตมาอยู่ในถิ่นของเรา เราก็ควรสนองคุณที่ท่านทำไว้ พ่อคิดว่าแม้พ่อจะยกราชสมบัติให้ ท่านก็ยังตอบแทนคุณได้ไม่หมดด้วยซ้ำ” แล้วตรัสอีกว่า

“เมื่อพ่อพ่ายแพ้ในการรบ ตกอยู่ในอันตรายต่างๆ อยู่คนเดียว ติรีติวัจฉดาบสได้ทำการอนุเคราะห์ช่วยเหลือพ่อผู้ประสบทุกข์อยู่ในป่าที่น่าหวาดกลัวที่ไม่มีน้ำ ดาบสยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพ่อขึ้นจากก้นบ่อน้ำลึกได้ พ่อกลับมาถึงเมืองนี้ได้เพราะการช่วยเหลืออันแสนยากของดาบสนี้ พ่อจึงยังดำรงอยู่ในมนุษย์โลกได้ จากเดิมที่คิดว่าต้องไปสู่ปรโลกอันเป็นวิสัยของพญายมแล้ว ลูกรัก ติรีติวัจฉดาบสเป็นผู้คู่ควรแก่ลาภ พวกเจ้าจงถวายปัจจัยที่ควรบริโภค จงบูชาด้วยปัจจัยที่ควรบูชาแก่ท่านเถิด”

พระราชาทรงประกาศพระคุณของฤาษี ดุจทำพระจันทร์ให้ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าปรากฏแก่สายตาของทุกๆ คน แต่นั้นมา…ก็ไม่มีใครครหาพระราชาและท่านฤาษีอีก พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของฤาษี สร้างแต่ทรงสวรรค์ ฝ่ายฤาษีโพธิสัตว์ก็ได้ปฏิบัติบำเพ็ญภาวนาบรรลุอภิญญาและสมาบัติทั้งหลายตายแล้วไปพรหมโลก

ดู ติรีติวัจฉ (ติรีฏวัจฉ) ชาดก : ขุ.ชา.ติกนิบาต ข้อ ๓๗๖-๘, ชา.อ.๑/๔/๖๒-๗

คติสำคัญของเรื่อง

บุญคุณความดีที่สองคนมีให้เท่ากัน เป็นสิ่งปกปิด
การประกาศคุณงามความดีของกันและกันให้คนอื่นรู้
บางกรณีก็ช่วยให้คนอื่นนอกนี้ทำบาปด้วยปากน้อยลง