คำถามที่ ๓๖

ในศาสนาพุทธ การช่วยให้คนป่วยหนักตายโดยไม่ทรมานถือว่าการทำบาปหรือไม่ (euthanasia) เช่น สมมติว่าหมอช่วยคนไข้ที่ไม่มีทางรักษาและอยู่ในสภาพทรมานได้จบชีวิตลงด้วยความเต็มใจของคนไข้ และขอถามเพิ่มเติมว่าถ้าหากว่าลูกศิษย์ยอมให้หมอทำ ยูทาเนเซีย ให้กับพ่อที่ร้องขอให้ช่วยจบชีวิตในช่วงทรมานจากโรคที่รักษาไม่หายอย่างนี้เป็นปิตุฆาตหรือไม่

คำตอบ

มันเสี่ยงมาก ถ้าเราทำสิ่งใดที่ทำให้ผู้เจ็บไข้ได้ป่วยสิ้นชีวิตเร็วมากขึ้นก็ถือว่าเป็นบาปกรรม บาปกรรมหนัก และโดยเฉพาะในกรณีของคุณพ่อคุณแม่เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างยิ่ง เรื่องยูทาเนเซีย จะแพร่หลายในหมู่คนที่ไม่เชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าเป็นอย่างนั้น ยูทาเนเซีย ดูจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังทรมานอยู่ แต่สำหรับชาวพุทธเราเชื่อว่าตายแล้วยังไม่จบสิ้น มันมีต่อ

การเผชิญกับทุกขเวทนาก่อนตายเป็นส่วนหนึ่งของการรับผลกรรมที่เราเคยทำไว้ ถ้าไม่รับในชาติปัจจุบัน ชาติหน้าก็ต้องรับ มันไม่ใช่ว่าจะลอยนวล ต้องดูเจตนาของเราด้วย บางทีก็เป็นความอ่อนแอของลูกหลาน หรือความรักความเมตตาที่ทนไม่ได้ ที่จะเห็นผู้ที่เรารักกำลังทรมาน บางทีต้องยอมรับต้องทำใจว่าต้องเป็นอย่างนี้ ชีวิตของมนุษย์มันเป็นอย่างนี้เอง แล้วก็พยายามช่วยในส่วนที่เราช่วยได้ บางคนทรมานมาก แต่อดทนแล้วจนถึงผ่านช่วงที่ทรมาน แล้วก็มีช่วงที่สงบก่อนตายก็มี บางทีเป็นช่วงที่เขาพร้อมที่จะรับธรรมะ หรือที่จะได้อะไรที่จะเป็นเสบียงเดินทางต่อไป ความเจ็บทุกขเวทนามักจะเป็นระลอกๆ แล้วระหว่างระลอกมันก็ยังมีโอกาสที่คนไข้ผู้ที่จะสิ้นไปก็จะได้ปัญญา จะได้ปล่อยวางในบางสิ่งบางอย่างซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับชาติต่อไป

อีกอย่างหนึ่งความก้าวหน้าในวิทยาการทางการแพทย์ ทำให้ทุกวันนี้คนไข้ที่เป็นโรคร้ายแรงที่มีทุกขเวทนาหนักนั้นจะใช้ยาแก้ปวดจนแทบจะไม่ต้องทรมานเกือบจะ ๘๐-๙๐ เปอร์เซนต์ มีส่วนน้อยที่จะต้องทรมานมากๆ เหมือนสมัยก่อน ฉะนั้นยาก็มีส่วนช่วยด้วย แต่ว่าเราถือว่าเราไม่มีสิทธิที่จะบั่นทอนชีวิตของใคร เป็นเรื่องธรรมดาโดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติและผู้ที่จิตใจไม่เข้มแข็ง ถ้าเจอทุกขเวทนาอย่างมากก็อยากจะหนี จะเห็นคนที่ว่ารักชีวิตมากที่สุด เป็นคนชอบสนุกสนานกับชีวิตชอบเที่ยว เวลาไม่มีทางไปแล้ว ไม่มีทางจะเที่ยวได้ ไม่มีทางจะหายแล้ว ก็มีแต่อยากตายเร็วๆ

ส่วนนักปฏิบัติเจอสิ่งสนุกสนาน ก็สนุกกับเขาได้เหมือนกันแต่ไม่หลง แล้วก็ไม่กลัวทุกขเวทนา เรียนรู้เรื่องทุกขเวทนา ถือว่าเราเป็นมนุษย์แล้ว ทุกขเวทนาก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะทำความรู้จัก พอเราเจอในวาระสุดท้ายของชีวิต เราจะไม่ต้องกลัว เพราะเป็นสิ่งที่เราเคยศึกษามา เคยทำความเข้าใจมาหลายสิบปีแล้ว ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว

การปฏิบัติธรรมก็เป็นโอกาสที่เราจะเรียนรู้เรื่องทุกขเวทนาในระดับที่ว่าไม่รุนแรงจนเกินไป ค่อยๆ เรียนไป การนั่งสมาธิเดินจงกรมก็ต้องเจอ ปวดหลังปวดขา อย่างน้อยก็เป็นโอกาสที่เราจะได้มารู้จักกับธรรมชาติของทุกขเวทนาได้บ้าง พอถึงเวลาสุดท้าย จะไม่ต้องทรมานมาก เพราะว่าพวกที่ทรมานมากเขาจะลืมไปว่ามันไม่ใช่เรื่องของสรีระอย่างเดียว มันเป็นเรื่องทางจิตใจด้วย บางทีเรื่องทางจิตใจจะสำคัญกว่าเรื่องทางสรีระด้วยซ้ำไป เช่น ความกลัว ความรังเกียจ ความน้อยใจ ความโกรธ ความไม่ยอมรับ เป็นต้น

ฉะนั้นเรื่องนี้เราค่อยๆ ศึกษา ถ้ามีใครถามว่าไปปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร คำตอบข้อหนึ่งก็แบบตรงไปตรงมาคือเตรียมตัวตาย เพราะว่าเราได้วิชาจากการปฏิบัติหลายอย่างที่จะช่วยเวลาเราจะต้องตาย ถ้าตายแล้วหมดสิ้นกัน เหตุผลเรื่อง ยูทาเนเซีย มันก็พอฟังได้ แต่เราตายแล้วไม่จบแค่นี้ ก็ไม่ควรทำ จะเป็นบาปกรรม

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร