คำถามที่ ๓๕

ขอเรียนถามถึงวิธีปฏิบัติและการทำจิต เวลาป่วยที่โรงพยาบาล หรือเวลาเจ็บหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาก่อนจะสิ้นใจ

คำตอบ

เรื่องนี้เรื่องใหญ่ จะขอพูดสัก ๒-๓ ข้อ ขอพูดถึงญาติหรือผู้ที่ดูแลคนป่วยก่อน เราต้องพยายามคิดในประเด็นว่าญาติที่กำลังจะสิ้นใจนั้น ยังมีเรื่องกังวลอะไรบ้าง จะเกี่ยวกับลูกหลาน ทรัพย์สมบัติ หรืออะไรก็แล้วแต่ พยายามให้ปลอบใจในเรื่องนั้น ผู้ที่จะเสียชีวิตเองก็ต้องพยายามปล่อยวางความวิตกกังวลต่างๆ เมื่อถึงเวลาที่จะไม่หายแล้เราก็ต้องเตรียมจิตเตรียมใจ เพราะคนเราไม่ใช่ว่าตายแล้วสูญ เรายังมีที่ไป จิตสุดท้าย ภาวะจิตขั้นสุดท้ายมีผลสำคัญมากต่อการไปเกิดใหม่

เราต้องพยายามสร้างสถานการณ์ สิ่งแวดล้อม บรรยากาศที่จะช่วยให้ผู้ที่จะจากไป ได้ไปอย่างสงบ เท่าที่เราจะทำได้ ผู้ที่จะสิ้นไปอย่างมีสติหรืออย่างสงบก็มักจะเป็นผู้ที่เคยฝึกสติเคยฝึกความสงบ ตั้งแต่ยังไม่ป่วย ถ้าจะปล่อยให้ป่วยก่อนกำลังจะหมดเวลาแล้ว จึงมาบริกรรม “พุท โธๆ” ก็คงจะยาก ขนาดพวกเราที่ยังแข็งแรงอยู่ ยังทำไม่ค่อยเป็น นับประสาอะไรกับคนที่เจ็บป่วยมากๆ เพราะฉะนั้นการฝึกเจริญสติในการทำสมาธิภาวนาตั้งแตยังไม่เจ็บป่วยเป็นเรื่องสำคัญมาก การเข้าร่วมรายการปฏิบัติธรรมอย่างนี้ก็ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือ มีตารางเวลาตายตว ที่ไม่ขึ้นอยู่กับความชอบ ความไม่ชอบของเรา

ถ้าเราอยู่ที่บ้านถึงจะปฏิบัติสม่ำเสมอพอสมควร ก็มักจะทำตามใจตัวเองมาก ถ้าวันไหนที่รู้สึกวุ่นๆ ฟุ้งซ่าน ง่วงหรือขี้เกียจ ก็มักจะคิดเข้าข้างกิเลส แหม ไม่นั่งดีกว่า วันนี้นั่งไปก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะว่ามันเป็นอย่างนี้ มันวุ่นวายเกินไป มีเรื่องอยู่ในใจมากเกินไป ถ้าไม่ระวังก็กลายเป็นนิสัยเคยชินที่ว่าเราภาวนาเฉพาะเวลาที่เราอยากภาวนา แต่นักบวชก็จะได้เปรียบตรงที่ว่าต้องภาวนาทุกวัน ไม่ใช่ว่าพระท่านจะขยันทุกวัน แต่ขยันไม่ขยันท่านก็ต้องไป ตี ๓ ตีระฆัง ท่านต้องไปศาลา เพราะฉะนั้นท่านมีโอกาสปล่อยวางความอยากไม่อยากในการปฏิบัติ สุขภาพอำนวย หรือไม่อำนวย ท่านก็ต้องทำ

คนเราทั่วไปพอไม่สบายแล้ว สิ่งแรกที่เราจะปล่อยวางก็คือการภาวนา วันนี้ไม่ต้องเข้าห้องพระเพราะไม่สบาย วันนี้ไม่ต้องทำวัตรสวดมนต์ ไม่สบาย แต่ถ้าเราเห็นความสำคัญในการเตรียมตัวตั้งแต่ยังแข็งแรงอยู่ จะเห็นว่าไม่ควรจะหักโหมเกินไป หรือว่าฝืนตัวมากเกินไป แต่บางครั้งบางคราวถึงไม่สบายก็ยังพยายามปฏิบัติ พยายามเจริญสติ พยายามทำสมาธิ เป็นการฝึกนิสัย เมื่อเวลาเจ็บมากๆ ก่อนจะสิ้นไปเรามีทุน เรามีความสามารถที่เราเคยฝึกมาก่อน การปฏิบัติใจเวลาเจ็บหนัก ถ้าไม่เคยปฏิบัติ ไม่เคยเจริญสติ ไม่เคยพยายามแยกแยะระหว่างเวทนากับความคิด ความยึดมั่นถือมั่น แยกจิตออกจากอารมณ์ มันก็จะยากมาก เราจึงต้องฝึกทำตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย

ประเด็นสำคัญคือการใช้สติในวาระสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทุกขเวทนา เราต้องการให้ฝึกสติกับกาย ให้สามารถแยกทุกขเวทนาส่วนที่เป็นอาการของกาย ออกจากส่วนที่เป็นปฏิกิริยา ที่ประกอบด้วยความคิดกลัว วิตก กังวล ห่วง รังเกียจ โกรธ น้อยใจ เสียใจ อิจฉาคนที่ไม่เจ็บปวด เป็นต้น ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเร็วมาก ถ้าคนไม่ปฏิบัติ จะจับไม่ทัน แล้วสิ่งที่รู้สึกว่าปวดนั้น ก็จะเป็นสองอย่างที่ผสมกันอย่างดูไม่ออกว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

การที่เราเอาจิตใจที่มีสติพอสมควรมาดูเวทนา เราจะเห็นความไม่เที่ยงของเวทนา จะเป็นความไม่เที่ยงของจุดที่มันทรมาน จุดที่มันเจ็บปวดบ้าง ลักษณะอาการของความเจ็บปวดบ้าง อัตราของเวทนาบ้าง อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนไข้มากที่จะเห็นว่า เวทนาเป็นสักแต่ว่าเวทนา เป็นเรื่องของกาย แต่ผู้รู้พิจารณาเวทนาไม่จำเป็นต้องเจ็บด้วย ดูตรงที่เจ็บ แต่ผู้รู้ความเจ็บไม่ต้องไปเจ็บด้วย เจ็บก็อย่างหนึ่ง รู้ก็อีกอย่างหนึ่ง อันนี้ก็จะช่วยให้คนมีทุกขเวทนา เริ่มจะเปลี่ยนท่าทีต่อเวทนา ยอมรับไม่กลัว

การปฏิบัติให้เรียนรู้เรื่องทุกขเวทนาว่าเป็นงานที่มีความหมาย และงานที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อชาติปัจจุบัน และชาติหน้า เป็นกำไรทางปัญญาด้วย คือเรามีโอกาส ทางพุทธศาสนาถือว่าเราต้องเป็นนักศึกษา จนถึงลมหายใจสุดท้าย ชีวิตคือการศึกษา เราศึกษาอะไร เราก็ศึกษาความเป็นคนกำลังจะตาย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรากำลังทำความรู้อยู่

ที่สำคัญส่วนหนึ่งของการทำความรู้นั้นก็คือ ทำอย่างไรเราจึงจะมีความพอใจ ยอมรับกับภาวนี้ได้ ความสงบของผู้อยู่ในวาระสุดท้ายอยู่ที่การยอมรับ ทำอย่างไรเราจึงจะพ้นขั้นที่ไม่ยอมรับ เรื่องนี้ต้องใช้สมาธิด้วย ผู้ที่เคยทำสมาธิมาแล้วก็จะง่ายหน่อย แต่ไม่ง่ายนัก

ในกรณีของผู้ที่ไม่เคยทำสมาธิมาก่อน วิธีที่อาตมาได้ใช้ก็ได้ผลพอสมควร อันนั้นก็คือการใช้สิ่งที่เรียกว่า จาคานุสสติ คือการภาวนามีวิธีการมากมาย และเราสามารถเลือกวิธีที่จะเหมาะสมกับเรา

ถ้าใครเข้าวัดปฏิบัติธรรม เรามักจะเน้นในเรื่องอานาปานสติเป็นหลักใหญ่ แต่ผู้ที่เจ็บปวดมาก ลมหายใจอาจจะไม่ปกติ แล้วอาจจะไม่สะดวกที่จะกำหนดลมหายใจ พุทโธก็เช่นเดียวกัน ถ้าผู้ที่เคยบริกรรมพุทโธมาก่อน มีหลักแล้วอาจจะง่ายหน่อย ผู้ที่มีศรัทธาพระศรีรัตนตรัยแรงกล้า อาจจะง่ายหน่อย แต่ว่าไม่ใช่คนทุกคน

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าวัด และไม่เคยสนใจในด้านนี้ อาตมาจะให้ลูกหลาน หรือผู้เป็นญาติ เอากระดาษมาแล้วก็เขียน ๑๐ ข้อ แล้วก็คุยกับผู้ที่จะจากไปเรื่องที่ผู้นั้นภูมิใจที่สุดในชีวิต คุยกันเรื่องเก่าที่เคยไปทำบุญ เคยไปบริจาค เคยเสียสละสิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดีงาม ที่คนนั้นคิดเมื่อไหร่ มีความสุขภาคภูมิใจ

เมื่อเขียนได้ถึง ๑๐ ข้อ และผู้เป็นญาติอ่านให้คนไข้ฟังแล้วก็ให้คิด ให้พิจารณา ข้อละ ๓ นาที ๑๐ ข้อก็ ๓๐ นาที ถ้าผู้เป็นญาติคอยควบคุมไม่ให้เขาเผลอมาก ใน ๓๐​ นาที จิตใจมักจะเบิกบาน แล้วก็ความเบิกบานใจ ท่านเรียกว่าปราโมทย์ ซึ่งจะเป็นสะพานไปสู่ปีติ ที่จะนำไปสู่สมาธิต่อไป

ในการภาวนา เคล็ดลับก็คือทำอย่างไรเราจึงจะเกิดความรู้สึกที่เป็นการจุดประกายที่ท่านเรียกว่าปราโมทย์ ซึ่งสิ่งที่จะนำไปสู่ความรู้สึกนี้ มีมากมายเกิดขึ้นกับแต่ละคน แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเข้าวัด การระลึกถึงความดี ที่ตัวเองทำไว้จะง่ายกว่า จะเร็วกว่า การบริกรรมพุทโธ และการดูลมหายใจ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะคิดว่าการภาวนาคือบริกรรมพุทโธหรือว่าอานาปานสติ หรือว่าอะไรอย่างนี้ มันมีให้เราเลือก เราก็สร้างสรรค์ได้ เราก็ดูนิสัย จริตนิสัยของคนไข้ ความพร้อมของคนไข้ด้วย การฝึกให้จิตใจมีสติและจิตใจสงบ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

สุดท้ายก็เรื่องของปัญญา การที่เราจะน้อมนำจิตใจของผู้ใกล้ตายนั้น ให้ระลึกถึงไตรลักษณ์ เรื่องความจริงของชีวิต และเรื่องนี้ก็จะแล้วแต่ว่าผู้นั้นจะพร้อมมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะรับฟังได้ เราก็ต้องคอยดูเหมือนกันไม่ใช่การยัดเยียด หรือการบังคับ หรือการพูดสิ่งที่สูงเกินไป ถ้าธรรมะสูงเกินไป ฟังไม่รู้เรื่อง มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เราก็ต้องดูว่าเขาอยู่ในระดับไหน แต่การพูดถึงความไม่แน่นอน การที่ชีวิตเราไม่มีเจ้าของ คือสิ่งที่ทำให้คนกลัวตายมาก คือคนที่ชอบควบคุมสิ่งต่างๆ สิ่งแวดล้อม ทุกสิ่งทุกอย่างต้องตรงตามมาตรฐานของตัวเอง ทุกคนต้องทำตามใจตัวเอง จะอยู่แต่กับสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคย จะไปในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้อยู่กับคนที่ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้ จะทุกข์

คนที่เคยใช้ชีวิตอย่างนี้ พูดถึงความตาย ก็คือความดับไปสู่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างไร นี่ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความกลัวมาก การพูดถึงเรื่องกฎแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด โดยเอาตัวอย่างจากครูบาอาจารย์ที่ระลึกชาติได้ เรื่องชาดก เรื่องนิทานต่างๆ เรื่องความจริงต่างๆ นั้น ห้เขาเชื่อมั่นว่า คนที่เคยทำความดีแล้ว ต้องไปที่ดี อันนี้ก็เป็นการช่วยมากด้วย และก็เป็นการช่วยคนผู้เป็นญาติด้วย ให้เขาได้สบายใจ การพิจารณาเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในระดับใดระดับหนึ่งที่เหมาะสม ที่พอดีกับคนไข้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรม ของผู้ที่ใกล้จะเสีย ซึ่งคนเฝ้าไข้ก็มีส่วนตลอดที่จะตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณด้วยการปรนนิบัติ ด้วยการรับใช้ อันนั้นก็เป็นการปฏิบัติธรรมในระดับหนึ่ง

นอกจากนั้นแล้ว ก็ต้องมีการสำรวม สำรวมอารมณ์ด้วย ถ้าเกิดอารมณ์หงุดหงิดรำคาญ หรือว่าเห็นความเจ็บปวดของคนไข้ เกิดความสะเทือนใจ เราก็ต้องควบคุมอารมณ์ สำรวมอารมณ์ของเราด้วย แล้วก็ควรจะเจริญเมตตาภาวนา แผ่เมตตาแก่คนไข้ ในกรณีที่คนไข้อยู่ในโคม่า เราก็ไม่ด่วนสรุปว่าไม่รับทราบ แต่เชื่อว่าฟังรู้เรื่องไว้ก่อน อยู่ต่อหน้าคนไข้ต้องระมัดระวังคำพูดให้มาก แล้วก็พยายามทำจิตให้เป็นกุศล แล้วก็มีการทำวัตร สวดมนต์ เปิดเทปธรรมะ

ถึงแม้ว่า ท่านดูเหมือนว่าจะหลับก็ช่าง เปิดก็แล้วกัน ถ้าท่านไม่ฟัง เราก็ฟังเอง เราก็ได้ประโยชน์ เราก็พยายามทำจิตใจของเราให้สงบ ผู้เป็นญาติเองก็มีโอกาสที่จะปฏิบัติธรรมที่จะต้องเตรียมตัวว่า การตายของแต่ละคนไม่ใช่การตายของคนๆ นั้นคนเดียว ทุกคนก็ตายพร้อมกัน ตายในส่วนใดส่วนหนึ่งของชีวิต อย่างเช่น คุณพ่อเสีย เราก็เสียความเป็นลูกของคุณพ่อคนนั้น พี่น้องเสีย เราก็เสียความเป็นพี่ ความเป็นน้อง ลูกเสียเราก็เสียความเป็นพ่อเป็นแม่ ส่วนหนึ่งของชีวิตของเราเปลี่ยนไป เราก็ต้องเตรียมตัวที่จะรับความเปลี่ยนแปลง ความปรวนแปรของชีวิตต่อไป ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของอนิจจัง

สรุปว่าผู้ที่ปฏิบัติธรรม คือผู้ที่สนใจศึกษาความเป็นมนุษย์ ภาพรวมของความเป็นมนุษย์ สนใจศึกษากายนี้คืออะไร ใจนี้คืออะไร สัมพันธ์กันอย่างไร ความเจริญในชีวิตคืออะไร ความเสื่อมในชีวิตเป็นอย่างไร ความสุขที่แท้จริงในชีวิตเป็นอย่างไร เราควรจะปฏิบัติ เราควรจะดำเนินชีวิต ให้ชีวิตของเราสูงขึ้นทุกวันๆ อันนี้คือสิ่งที่ท้าทายชาวพุทธ วาระสุดท้ายของชีวิต หรือว่าในช่วงที่เรากำลังปรนนิบัติหรือช่วยเฝ้าคนไข้ก็เป็นวาระสำคัญที่เราจะได้ทำงานในด้านนี้ด้วย

ถ้าเราเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ยังเด็ก ยังหนุ่ม ยังสาว มีการพิจารณา เราจะซาบซึ้งเรื่องอนิจจัง เราจะซาบซึ้งเรื่องความไม่เที่ยงแท้ถาวร เรื่องความไม่แน่นอนของชีวิต ซาบซึ้งว่าชีวิตของเราไม่มีเจ้าของ ไม่มีการบังคับบัญชาอะไร ให้เป็นไปตามใจเรา เราจะซาบซึ้งในเรื่องความเกิดดับของสิ่งทั้งหลายตามเหตุ ตามปัจจัย เราจะคุ้มเคยมาก พอความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงในชีวิต ความดับ ความพลัดพรากที่ใหญ่หลวงในชีวิตมาถึงเรา มันจะเป็นเรื่องเดียวกัน มันจะไม่แปลกประหลาด เพียงแต่ว่าจะเป็นตัวอย่างที่หนักกว่าที่เราเคยเจอมา แต่มันเป็นพันธุ์เดียวกัน เป็นเรื่องเดียวกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ว่า คาดไม่ถึงว่าจะเป็นอย่างนี้ เรียกว่าตกใจ มันไม่มีตกใจ ไม่มีปฏิกิริยาอย่างนั้น เพราะมันเป็นเรื่องเดิม และเราจะเข้าใจชัดถึงความหมายของคำว่า “ธรรมดา” โอ้ ใช่ มันเป็นเรื่องธรรมดา

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร