ครั้งหนึ่งเวลาพลบค่ำ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่าด้วยเรื่องพระนิพพานและข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพาน

ครั้งนั้น นางยักษิณีตนหนึ่งอุ้มธิดาคือ อุตรายักขิณีทารก และจูงบุตรคือ ปุนัพพสุยักขทารกผ่านมาท้ายวัดพระเชตวัน เพื่อหาอาหาร คือ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำมูกและน้ำลาย เป็นต้น ที่ริมกำแพงและริมคูท้ายวัด ถึงซุ้มประตูหน้าพระเชตวัน นางยักษิณียืนอยู่หน้าวัด มองเข้าไปก็เห็นหมู่ภิกษุนั่งนิ่ง ไม่มีการคะนองมือคะนองเท้า เหมือนเปลวเทียนไม่ถูกลม เพราะความเคารพในพระพุทธเจ้า

นางยักษ์ไม่ได้ยินเสียง คิดว่าข้างในวัดน่าจะมีอะไรให้บริโภคได้บ้าง เช่น เนยใสและน้ำผึ้ง จึงพาลูกทั้งสองเข้าไปในพระวิหาร อารักขเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูเห็นอุปนิสัยที่เรียบร้อยของนางแล้วจึงไม่ได้ห้าม นางได้ยินพระสุรเสียงอันไพเราะของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความปลื้มปีติซาบซ่าน เหมือนพระสุรเสียงเข้าไปจรดเยื่อในกระดูกทีเดียว ทำให้ยืนนิ่งไม่ไหวติง ตั้งใจฟังต่อไป

ลูกของนางยักษ์เห็นมารดายืนนิ่งฟังเสียงอยู่ ก็เตือนแม่ว่า “แม่พาพวกเรามาหาอาหารมิใช่หรือ เหตุใดตอนนี้แม่ไม่พาไปหาอาหารล่ะ พวกเราหิวแล้ว” นางยักษ์คิดว่าลูกน้อยของเรากำลังจะทำอันตรายต่อการฟังธรรมของเรา จึงพูดกับลูกว่า…

“ลูกอุตราจงนิ่งเถิด ลูกปุนัพพสุจงนิ่งเถิด เงียบก่อน แม่จะฟังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้เป็นพระศาสดาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนิพพานอันเป็นเครื่องเปลื้องตนจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง เดี๋ยวเวลาที่แม่ปรารถนาจะฟังธรรมจะล่วงเลยไปเสีย

ลูกเป็นที่รักของแม่ในโลก สามีก็เป็นที่รักในโลก แต่ความปรารถนาในธรรมนี้เป็นที่รักของแม่ยิ่งกว่าลูกและสามีนั้น เพราะว่าลูกหรือสามีที่รักนั้นไม่สามารถจะปลดเปลื้องแม่ออกจากทุกข์ได้ ส่วนการฟังธรรม ปลดเปลื้องสัตว์ทั้งหลายจากทุกข์ได้ มื่อโลกถูกความทุกข์ครอบงำอยู่ ประกอบด้วยชราและมรณะ แม่จึงต้องการฟังธรรมที่จะทำให้ตรัสรู้ พ้นจากชราและมรณะได้”

ปุนัพพสุยักขทารกกล่าวว่า…

“แม่จ๋า หนูจะไม่พูด น้องอุตราก็จะนิ่ง แม่จงใส่ใจธรรมไปเถิด การฟังพระสัทธรรมนำความสุขมาให้

แม่จ๋า พวกเราไม่รู้พระสัทธรรมจึงได้เที่ยวไปอย่างลำบาก พระพุทธเจ้าพระองค์นี้เป็นผู้นำความสว่างให้แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ลุ่มหลง พระองค์มีพระสรีระในชาติสุดท้าย ทรงมีพระจักษุแสดงธรรมอยู่”

นางยักษิณีได้ฟังคำพูดของลูกแล้วกล่าวว่า

“น่าชื่นชมนัก ที่ลูกผู้นอนแนบอกของแม่เป็นคนฉลาด ลูกของเรารักใคร่พระธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ปุนัพพสุจงมีความสุขเถิด วันนี้เราเป็นก้าวเข้าไปในพระศาสนาดีแล้ว เราและเจ้าเห็นอริยสัจแล้ว แม้น้องอุตรานั้นก็จงฟังคำของแม่”

ท่านเล่าว่า พระพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยของนางยักษ์และปุนัพพสุว่า จะบรรลุโสดาปัตติผลได้ เมื่อนางนำบุตรเข้ามาหยุดฟังธรรม จึงทรงเปลี่ยนมาแสดงพระธรรมเรื่องอริยสัจ ๔ นางยักษ์และบุตรจึงได้บรรลุโสดาปัตติผล ส่วนธิดาคืออุตรายังไร้เดียงสาเกินไปที่จะเข้าใจพระธรรมเทศนา

เมื่อทั้งสองบรรลุธรรมแล้ว นางยักษ์จึงอนุโมทนาแก่ปุนัพพสุที่ได้เห็นอริยสัจ ๔ เหมือนแม่ อานิสงส์ของการบรรลุธณรมยังทำให้โรคกายที่เกิดแก่นางยักษ์ เช่น ฝีและหิด เป็นต้น หายไป นางได้ทิพยสมบัติที่ควรได้ คือ ได้อยู่กับลูกๆ ในต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้กับพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า ทำให้ได้ฟังธรรมทั้งเช้าและเย็นเรื่อยไป

ดู ปุนัพพสุสูตร : สํ.ส.ข้อ ๘๒๒-๕, สํ.อ.๑/๒/๓๖๘-๓๗๐,
(มจร.) สํ.ส.๑๕/๒๔๑/๓๔๔-๖

คติสำคัญของเรื่อง

ลูกก็เป็นที่รัก สามีก็เป็นที่รัก
แต่ธรรมเป็นที่รักกว่าลูกและสามี
เพราะธรรมช่วยให้ออกจากความทุกข์ได้