คำถามที่ ๓๓

ขณะนี้ดูแลคุณพ่อซึ่งป่วยอยู่ และท่านจะหงุดหงิดกับความหวังดีที่เราเสนออยู่เสมอ ทำให้บางครั้งเกิดความเบื่อที่จะดูแลอย่างดี และเอาจริงเอาจังอย่างที่ตั้งใจไว้ เลยทำเหมือนกับคิดว่าเป็นหน้าที่ ไม่ค่อยทำด้วยใจ ซึ่งคิดว่าเป็นการไม่ถูกต้อง จึงอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยกรุณาแนะนำว่าควรจะนำธรรมะข้อใดมาใช้ ให้เกิดแรงจูงใจที่จะอยากปฏิบัติกับคุณพ่อเหมือนเดิม คือทำด้วยใจ และขณะเดียวกันสามารถดูแลจิตใจตัวเอง ไม่ให้หวั่นไหว ขึ้นๆ ลงๆ ตามความหงุดหงิดของคนอื่น

คำตอบ

ส่วนหนึ่งก็ต้องฝึกคิดฝึกพิจารณาในทางที่จะทำให้มีกำลังใจมากขึ้น อย่างเช่นเราตั้งใจระลึกถึงบุญคุณของคุณพ่อที่มีต่อเรา ตั้งแต่เราเกิดมา คิดให้ละเอียดรอบคอบ และจดไว้เป็นข้อๆ แล้วมาพิจารณาจนกระทั่งเราเห็นความจริงว่า สิ่งที่เราได้รับจากท่านมันมากเหลือเกิน พอเราเกิดความซาบซึ้งในสิ่งที่ดีที่เรารับจากท่าน เราคิดว่าแค่อาการหงุดหงิดรำคาญบ้างเล็กน้อย ถ้าเทียบกับสิ่งที่ดีที่ท่านเคยให้แก่เรา อาการหงุดหงิดในปัจจุบันแทบจะไม่มีความหมาย เราก็ไม่ได้ปฏิเสธกิริยาบางอย่างที่มันขัดใจเรา หรือที่ทำให้เราเบื่อ แต่เราถอนออกมาดูบริบทในภาพกว้าง และย้อนเวลาไป เรามาดูว่าเทียบกับสิ่งที่ดีงามในอดีตทั้งหมดแล้ว มันนิดเดียว เราไม่ควรจะถือสา อันนี้ก็ข้อหนึ่ง ประเด็นสำคัญให้เราพิจารณา ให้เราระลึกอยู่ในบุญคุณของท่านให้มากๆ

ข้อที่สอง ให้เราแผ่เมตตาสม่ำเสมอทุกวัน ก่อนจะเข้าห้องไปดูแลท่าน เราก็นั่งสงบเงียบก่อน นั่งแผ่เมตตาให้ท่าน แล้วก็เตรียมใจว่าเราจะไม่ปล่อยให้จิตใจเราเศร้าหมอง เพราะคำพูดของท่าน ไม่ว่าท่านจะพูดอะไรก็แล้วแต่ ต้องเตรียมใจไว้ก่อน ถือว่าเป็นข้อวัตรปฏิบัติ และเป็นสิ่งท้าทาย วันนี้เราปฏิบัติธรรมด้วยการรักษาจิต ทั้งๆ ที่คุณพ่อหงุดหงิด คุณพ่อดุ อันนี้ก็คือการปฏิบัติของเราวันนี้ เราจะดูแลท่าน และรักษาจิตให้ปกติ ก็กลายเป็นสิ่งท้าทาย

ข้อที่สาม อยากจะพิจารณาว่าความหงุดหงิดความรำคาญก็เป็นส่วนหนึ่งของโรคของท่าน เพราะว่าคนเราไม่ใช่ป่วยทางกายอย่างเดียว ป่วยใจด้วย และผู้ป่วยหนัก ป่วยในวาระสุดท้าย มักจะมีอะไรหลายๆ อย่าง ที่ชวนปั่นป่วนความวิตกกังวลความกลัว ถ้าเป็นผู้ชาย หลายอย่างก็ไม่อยากจะเปิดเผย อาย เช่น ฉันกลัวตาย เป็นต้น และผู้ชาย เช่นเป็นคุณพ่อก็คงไม่อยากจะเปิดเผยกับลูกสาว หรือว่าคนรอบข้าง มันเสียศักดิ์ศรีของผู้ชาย เราก็ต้องพยายามเข้าใจในประเด็นนี้

เพราะฉะนั้นความกลัวความกังวลความทุกข์ต่างๆ ผู้ชายมักจะไม่ถนัดที่จะบ่น อยากจะพูดยาว แต่ว่าจะเก็บกดและมันจะออกลักษณะว่าดุว่ารำคาญว่าหงุดหงิด อะไรอย่างนี้ แต่เราให้อภัย เพราะว่าเข้าใจว่าเป็นอาการหนึ่งของโรค ความแปรปรวนของสังขาร ความผิดปกติ อันนี้ก็เป็นข้อแนะนำ

สรุปว่า หนึ่ง ให้เราให้เวลากับการพิจารณาถึงบุญคุณของท่าน ให้เห็นว่าบุญคุณมากเหลือเกิน เทียบกับความหงุดหงิดรำคาญ มันเทียบไม่ได้ ความหงุดหงิดรำคาญเรื่องเล็กนิดเดียว แต่เราฝึกจิตก่อน ทุกครั้งก่อนจะเข้าห้อง เราก็ฝึกทำจิตดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แล้วแผ่เมตตาให้ท่าน และเตรียมใจว่าจะเข้าไปปฏิบัติ นี่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรม เราต้องพยายามรักษาจิต ถือว่าเป็นการท้าทาย แล้วก็ถือว่าอาการต่างๆ ที่เราไม่ชอบ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโรค จึงน่าให้อภัย

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร