คำถามที่ ๓๒

คุณแม่วัย ๘๐ เดิมเป็นคนปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่มาบัดนี้กลับเปลี่ยนบุคลิกเป็นคนที่มองโลกและมองคนในแง่ร้าย ผูกโกรธ อาฆาต ไม่ให้อภัย คอยจับผิดผู้อื่น ทั้งๆ ที่การทำงานของสมองด้านอื่นยังพร้อมบริบูรณ์ ทำตัวให้ยากแก่การเตือน และโกรธลูกหลานไปหมดทุกคน ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นได้พยายามเอาใจทุกอย่าง ขอทราบว่าในกรณีเช่นนี้ลูกหลานจะปฏิบัติตนเช่นไร

คำตอบ

ยาก อาตมาสรุปว่ายากเหมือนกัน มีข้อคิดทั่วไปว่า คนมีอายุแล้วมักจะกลัวตายเป็นพื้น ถึงแม้จะไม่ยอมรับกับลูกหลานและไม่ยอมรับกับตัวเอง นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งเรื่องกลัวตาย อันนี้จะเป็นข้อหนึ่งที่ควรดู และต้องไปดูอีกว่าท่านมีทุกข์อะไรบ้างเป็นการเฉพาะ ถ้าเราพูดเป็นเรื่องๆ ไป เราลูกหลานก็ต้องใช้ความอดทนให้มาก เพราะว่าเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อเรามหาศาล เราก็ต้องให้อภัยและอดทน ท่านอายุมากแล้วและเราก็ไม่รู้ว่าท่านจะอยู่กับเราอีกนานเท่าไหร่ ต้องอดทนไว้ก่อน

บางครั้งเราไปพูดกับท่าน ไปฟังท่านพูด พยายามจับประเด็นว่ามีอะไรที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์ ถ้าเราฟังดีๆ อาจจับได้ว่าเป็นห่วงหรือว่ากลัวกังวลเรื่องอะไร เราก็พยายามแก้ตรงจุดนั้น พยายามเป็นผู้ฟัง และที่ท่านเปลี่ยนจากคนเคยเข้าวัดปฏิบัติธรรมเป็นคนนิสัยตรงข้าม มันมีเหตุปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เปลี่ยนแปลงอย่างนั้น อาจจะเป็นกุญแจไขปัญหาอย่างหนึ่ง อยู่ที่ว่าเราต้องพยายามฟังให้มาก พยายามนั่งฟัง ชวนคุย ชวนฟัง ดูว่าทำอย่างไรท่านจึงจะมีความสุข

ในขณะเดียวกันอาตมาไม่เชื่อว่าการตามใจคนในทุกเรื่องเป็นการปฏิบัติของผู้มีเมตตาธรรมเสมอไป เราดูจากเด็กอ่อน ถ้าเด็กเล็กต้องการอะไรก็ให้ไปหมด เด็กก็เสียคน ผู้ใหญ่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าอายุมากแล้วนิสัยบางอย่างกลับเหมือนเด็ก ถ้าให้ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อท่านแสดงอารมณ์โกรธก็ได้ใจ คราวนี้เลยทำบ่อยๆ มันจะไม่ดีเหมือนกัน มันต้องมีขอบเขต ต้องมีหลักการ ต้องมีกรอบในการปฏิบัติ ต้องคิดว่าเอาล่ะได้แค่นี้ก็คือจบ เหมือนกับเราปฏิบัติต่อเด็ก แต่เราต้องทำด้วยความเคารพ และทำด้วยเหตุผล

กรณีอย่างนี้ จะต้องถือว่าในช่วงนี้ท่านเป็นอาจารย์ของเรา เราต้องพยายามรักษาจิตใจ ทำสมาธิภาวนาแล้วก็แผ่เมตตาให้ท่าน การแผ่เมตตาการอุทิศส่วนกุศลมันมีผลจริง อย่างที่หลวงพ่อชาท่านเคยเล่าให้ฟังตอนท่านเดินธุดงค์แล้วท่านเป็นไข้มาลาเรีย อยู่แถวนครพนม ท่านเป็นอย่างหนัก ท่านอยู่องค์เดียว ท่านเกือบมรณภาพ ไม่มียารักษา ถึงวันหนึ่งที่ท่านสลบไปเลย คิดว่าคงจะหมดแล้ว ตอนนั้นท่านเผาใบสุทธิทิ้งไป เพราะว่าถ้าท่านตายแล้วใครเจอศพจะได้ไม่รู้ว่าเป็นใครแล้วไม่ต้องส่งข่าวไปถึงบ้านให้ทางบ้านเป็นทุกข์ ท่านสลบแล้วท่านก็ฟื้นขึ้นมา ก็แปลก… รู้สึกว่ามีกำลังวังชา ไม่ทราบเป็นเพราะอะไรเพราะท่านก็ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ทานยาอะไร ท่านก็จดวันที่ เวลาไว้

ตอนหลังกลับไปถึงอุบล ไปคุยกับทางบ้านคุยกับโยมแม่กับพี่น้องว่าวันนั้นช่วงนั้นทางบ้านมีอะไรไหม เขาบอกว่าก็พอดีตอนนั้นพวกเราเป็นห่วงท่านมากเพราะไม่ได้ข่าวเป็นปีเป็นเดือน กลัวท่านเป็นอะไรไป พวกเราจึงไปวัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน มันก็ตรงพอดีกับวันที่ท่านสลบแล้วฟื้นขึ้นมาเหมือนมีกำลัง คงเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่าน แสดงว่าการตั้งใจทำบุญทำความดีแล้วก็อุทิศให้คนอื่นมีส่วนช่วยได้ ในการที่เรามาปฏิบัติธรรมเราก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้คุณแม่ก็อาจจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร