ครั้งอดีตกาล… พระโพธิสัตว์เป็นเทวดาชื่อ ธัมมเทพบุตร ประดับด้วยเครื่องแต่งกายทิพย์อยู่ในวิมาน ครั้นถึงวันอุโบสถ (๘ ค่ำเป็นต้น) ก็ขึ้นนั่งอยู่บนรถ มีหมู่เทพธิดาแวดล้อมเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ในโลกมนุษย์

ถึงที่ๆ มนุษย์พักอยู่ ก็หยุดรถกลางอากาศ แสดงตัวให้หมู่มนุษย์เห็นแล้วกล่าวโอวาทชักชวนให้มนุษย์บำเพ็ญตนอยู่ในกุศลธรรมว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านจงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ และการลักขโมย เป็นต้น (= เว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐) จงบำเพ็ญธรรม  คือ การบำรุงมารดาบิดา ตั้งตนอยู่ในสุจริต ๓ คือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เมื่อพวกท่านประพฤติอยู่ในธรรมอย่างนี้ สิ้นชีพแล้วก็จะไปสวรรค์ มีความสุขในสวรรค์” จากนั้น ธัมมเทพบุตรก็จะทำประทักษิณ (เวียนขวา) ชมพูทวีป แล้วกลับไปยังเทพวิมานของตน

ขณะเดียวกัน ในสวรรค์นั้น ก็มีอธัมมเทพบุตรและบริวารใช้โอกาสวันอุโบสถนั้นนั่งบนรถเที่ยวไปปรากฏตัวให้หมู่มนุษย์เห็น แล้วกล่าวเชิญชวนให้หมู่มนุษย์ประพฤติอกุศลธรรมว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านจงฆ่าสัตว์ จงลักขโมย จงประพฤติผิดคู่ครอง.. กันเถิด” (=ให้ประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ และทุจริต ๓) จากนั้น อธัมมเทพบุตรก็จะให้เทวรถเวียนซ้าย (อุตตระ) ชมพูทวีป แล้วกลับไปยังเทพวิมานของตน

ครั้งหนึ่ง ขณะที่หมู่เทพทั้งสองกำลังทำการเวียนชมพูทวีป ขบวนเทวรถของทั้ง ๒ ฝ่ายก็พบกันในอากาศ ต่างฝ่ายต่างถามอีกฝ่ายว่า พวกท่านเป็นฝ่ายไหน? ฝ่ายหนึ่งตอบว่า “พวกเราเป็นฝ่ายของธัมมเทพบุตร” ฝ่ายหนึ่งตอบว่า “พวกเราเป็นฝ่ายของอธัมมเทพบุตร”

ธัมมเทพบุตรเรียกอธัมมเทพบุตรมาแล้วกล่าวว่า​ “สหาย ท่านเป็นฝ่ายอธรรม เราเป็นฝ่ายธรรม หนทางย่อมสมควรแก่เรา ท่านจงนำรถของท่านหลบไป จงให้ทางแก่เราก่อน” แล้วกล่าวให้เหตุผลว่า

“ท่านอธัมมเทพบุตร เราเป็นผู้สร้างยศ (=ความยกย่องนับถือ คือ ปฏิบัติตามธรรมแล้วจะได้รับความยกย่อง) เป็นผู้สร้างบุญ (ประพฤติตามก็เรียกว่าบุญ) จนเป็นที่สรรเสริญของสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายทุกเมื่อ

ท่านอธัมมเทพบุตร เราชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรม เป็นผู้ที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว เราจึงเป็นผู้สมควรแก่หนทาง ท่านจงให้ทางแก่เราเถิด”

อธัมมเทพบุตรกล่าวแย้งว่า…

“ท่านธัมมเทพบุตร ตัวเราขึ้นยานฝ่ายอธรรมอย่างมั่นคง เราไม่เคยกลัวใคร เรามีกำลังเข้มแข็ง เมื่อเป็นอย่างนี้ ทำไมเราจะต้องให้หนทางที่ไม่เคยให้แก่ท่านในวันนี้เล่า”

ธัมมเทพบุตรกล่าวว่า…

“ธรรมแลปรากฏขึ้นก่อน ภายหลังอธรรมจึงเกิดขึ้นในโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุด ทั้งยังเก่าแก่กว่า ด้วยเหตุนี้ ขอน้องจงให้ทางแก่พี่เถิด”

อธัมมเทพบุตรกล่าวว่า…

“เราจะไม่ให้หนทาง เพราะว่าท่านขอร้อง หรือเพราะว่าท่านพูดได้ถูกต้อง หรือเพราะท่านเป็นผู้ควรแก่หนทาง วันนี้เราทั้งสองจงรบกันเถิด ใครชนะหนทางก็จะเป็นของฝ่ายนั้น”

ธัมมเทพบุตรกล่าวว่า…

“เราชื่อว่าธรรม มีชื่อเสียงลือชาไปทั่วทุกทิศ มีพลังมหาศาล มียศเกินประมาณ ไม่มีใครเสมอเหมือน ประกอบด้วยคุณทั้งปวง อธัมมเทพบุตรเอ๋ย ท่านจะชนะเราได้อย่างไร?”

อธัมมเทพบุตรกล่าวว่า…

“คนเขาใช้เหล็กตีทอง ไม่ใช่ทองตีเหล็ก ถ้าวันนี้อธรรมกำจัดธรรมได้ เหล็กก็จะน่าดูน่าชมเหมือนทองคำนั่นแหละ”

ธัมมเทพบุตรกล่าวว่า…

“อธัมมเทพบุตร ถ้าท่านมุ่งมั่นแต่จะรบกัน ท่านคงจะไม่มีผู้ใหญ่ (วุฑฒา) และครู (คุรู = ไม่มีคนคอยแนะนำ) (เอาอย่างนี้นะ) จะด้วยความพอใจหรือไม่พอใจของเราก็ตาม เราก็จะยอมให้หนทางแก่ท่าน แม้คำหยาบคายของท่าน เราก็จะยกโทษให้”

เมื่อธัมมเทพบุตรโพธิสัตว์กล่าวจบลงนั่นเอง อธัมมเทพบุตรก็ไม่อาจจะนั่งอยู่บนรถได้ เกิดหกคะเมนตีลังกาตกจากรถหล่นลงพื้นดิน และพื้นดินได้แยกเป็นช่องกลืนร่างของอธัมมเทพบุตรบังเกิดในอเวจีมหานรก

พระพุทธเจ้าตรัสเล่าจบแล้ว ได้ตรัสพระโอวาทว่า

“อธัมมเทพบุตรได้ฟังคำของธัมมเทพบุตรแล้ว ก็ล้มศีรษะปักลง เท้าชี้ขึ้น ตกลงจากรถ รำพึงรำพันว่า เราต้องการจะรบ ยังไม่ทันได้รบเลย” อธัมมเทพบุตรได้ถูกกำจัดแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้

ธัมมเทพบุตรผู้มีขันติเป็นพลัง มีจิตเที่ยงตรง มีกำลังมาก มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ชนะแล้ว ฆ่าอธัมมเทพบุตรผู้มีพลังในการรบได้แล้ว ฝังไว้ในแผ่นดินแล้ว กลับขึ้นสู่รถของตน ขับไปตามหนทางนั่นแล

มารดาบิดา สมณะและพราหมณ์ ไม่ได้รับความนับถือในเรือนของคนเหล่าใด คนเหล่านั้นหลังตายไปแล้ว ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว ย่อมตกนรกเหมือนอธัมมเทพบุตร ล้มหัวทิ่มลงพื้นดิน ฉะนั้น

ส่วนมารดาบิดา สมณะและพราหมณ์ ได้รับความนับถือเป็นอย่างดีในเรือนของคนเหล่าใด คนเหล่านั้นหลังตายไปแล้ว ทอดทิ้งร่างการไว้ในโลกนี้แล้ว ย่อมไปสู่สุคติเหมือนธัมมเทพบุตรขึ้นรถของตนกลับสู่เทวโลก ฉะนั้น”

ดู ธัมมเทวปุตตชาดก
ชุ.ชา.เอกาทสกนิบาต ข้อ ๑๕๑๕-๑๕๒๕, ชา.อ.๑/๖/๒๓-๒๘

คติสำคัญของเรื่อง

ตราบใดที่มารดา บิดา สมณพราหมณ์ ยังได้รับความนับถืออยู่ ก็เท่ากับธรรมยังปรากฏอยู่ในโลกนี้