เภสกาวัน เป็นป่าอยู่ใกล้กรุงสุมารคีรี แคว้นภัคคะ เป็นสถานที่ร่มรื่น สงบเย็น ปราศจากความพลุกพล่าน มีเพียงเสียงนกร้อง และเสียงกระรอกกระแตที่วิ่งวนหาอาหารอยู่บนต้นไม้ใหญ่ จะเห็นกวางและเล็มหญ้าอย่างเงียบๆ อยู่ทั่วไป โดยไม่มีความระแวง เพราะเป็นสถานที่ซึ่งเว้นจากการทำปาณาติบาต

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาประทับ ณ ป่าแห่งนี้ ยังความปลาบปลื้มให้เกิดแก่ชาวเมืองสุงสุมารคีรีว่า พวกตนนั้นมีความโชคดีอย่างประเสริฐในชีวิต ที่ได้เข้าเฝ้ากราบพระยุคลบาทและสดับพระธรรมจากพระองค์

ในบรรดาชาวเมือง มีคฤหบดีสามีภรรยาคู่หนึ่ง มีชื่อว่า นกุลมารดา และนกุลบิดา คฤหบดีทั้งสองได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งแรก แต่เพียงแค่ได้เห็นพระพักตร์ของพระศาสดาเท่านั้น น้ำตาก็ไหลพรั่งพรู หมอบลงแทบพระบาทรำพันว่า

“ลูกเอ๋ย ทำไมลูกถึงได้ทอดทิ้งพ่อกับแม่ไปนานขนาดนี้ ลูกไปอยู่ที่ไหนมา พ่อกับแม่คิดถึงเหลือเกิน”

ร้องไห้ไป พูดไป ด้วยประโยคซ้ำๆ อย่างนั้นเป็นเวลานาน สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าภิกษุสงฆ์ และมหาชนที่แวดล้อมเป็นอย่างมาก

พระศาสดาทรงประทับยืนนิ่งอยู่ จนกระทั่งคฤหัสบดีทั้งสองหยุดร้องไห้ และมีสติรู้ตัวแล้ว จึงทรงแสดงธรรมโปรด

เมื่อจบพระธรรมเทศนา สองสามีภรรยาได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน

เพราะร่องรอยของอดีตชาติที่เคยเกิดเป็นมารดาบิดาของพระพุทธองค์ ติดต่อกันเป็นเวลานานนับหลายร้อยชาติ ความรักความผูกพันในพระศาสดาอย่างที่พ่อแม่มีต่อลูก จึงแนบแน่นฝังลึกยากที่จะลืมเลือน พอได้เห็นพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ความรัก ความห่วงใย ก็ท่วมท้นจนไม่อาจจะระงับไว้ได้

หลังจากนั้นไม่นาน นกุลนิดาได้ล้มป่วยลงอย่างหนัก ท่านมีความทุกข์ทรมานมาก กระสับกระส่ายจากโรคที่รุมเร้ายิ่งนัก นกุลมารดา คู่ชีวิต คอยเฝ้าพยาบาลอยู่ตลอด ไม่ห่างหายไปไหน นางเป็นหญิงที่เจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระศาสดา หมั่นเจริญสติ และพิจารณาธรรมอยู่เนืองๆ นางสังเกตเห็นว่า ครั้งนี้สามีของนางมีอาการทรุดหนักกว่าทุกครั้ง แต่ดูเหมือนนกุลบิดาไม่มีความพร้อมที่จะจากไปเลย นางรู้สึกได้ถึงความวิตกกังวลของสามี

ชีวิตคู่ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา จนกระทั่งได้พบพระพุทธองค์ได้ฟังธรรมร่วมกัน และได้ดวงตามองเห็นความจริงพร้อมๆ กัน ทำให้ความรู้สึกซึ่งนางมีต่อสามีนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา เขาเป็นเสมือนยอดกัลยาณมิตร มีความหมาย มีคุณค่ามากกว่าความรักฉันท์สามีภรรยาทั่วไป

ยามนี้นกุลนิดามีแต่นางเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง นางเท่านั้นที่จะช่วยให้เขาพ้นจากความวิตกกังวลทั้งปวงได้

นกุลมารดากล่าวกับนกุลบิดาผู้สามี ด้วยน้ำเสียงอันเปี่ยมด้วยเมตตาว่า

“พ่ออย่ามีความห่วงใยใดๆ เลย พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ ผู้ที่มีความห่วงใย เป็นทุกข์ ในขณะที่กำลังจะสิ้นใจ”

“ถ้าพ่อกังวลว่า เมื่อจากไปแล้ว แม่จะไม่สามารถทำมาหากินเลี้ยงดูลูก ปกครองบ้านเรือนได้ อันนี้พ่อลืมไปแล้วหรือว่า แม่เก่งนักในเรื่องการปั่นด้าย และทอผ้าขนสัตว์

หรือถ้ากังวลว่า เมื่อพ่อจากไปแล้ว แม่จะมีสามีใหม่ เรื่องนี้พ่อจงคลายความกังวลเสียเถิด เราอยู่ร่วมกันมาด้วยความซื่อสัตย์และเคร่งครัดต่อประเพณีมาโดยตลอด

หากพ่อกลัวว่า เมื่อจากไปแล้ว แม่จะไม่นับถือพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ต้องการเห็นพระภิกษุสงฆ์อีก นี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะแม่ถึงแล้วซึ่งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง”

นกุลบิดาหยุดกระสับกระส่ายทันที เขาตั้งใจฟังสิ่งที่ภรรยาของตนกล่าว นางสังเกตเห็นดังนั้น จึงพูดต่อไปว่า

“พ่อจ๊ะ ถ้าพ่อห่วงว่าแม่จะไม่เป็นผู้บริบูรณ์ในศีล ข้อนี้พ่อย่อมรู้ว่า บรรดาสาวิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ยังเป็นคฤหัสถ์และปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีจำนวนเท่าใด แม่ก็เป็นหนึ่งในจำนวนสาวิกาเหล่านั้น ขอพ่ออย่าได้กังวลเลยว่า แม่จะไม่บังเกิดความสงบภายในจิตใจ หรือเป็นผู้ที่ยังไม่ถึงที่พึ่ง ยังไม่ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย ไม่มีความแกล้วกล้าในพระธรรมวินัยนี้

หากผู้ใดสงสัยในข้อนี้ ขอให้ผู้นั้นจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วจงทูลถามเกิด

เวลานี้แม่ขอให้พ่อจงปล่อยวางทุกสิ่ง อย่าได้มีความกังวล ความห่วงใยใดๆ และเป็นทุกข์ในขณะละโลกนี้เลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ”

ถ้อยคำของนกุลมารดา เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ความกังวลห่วงใยทั้งหมดของนกุลบิดาได้ปลาสนากาไปจนหมดสิ้น จิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ความป่วยไข้ก็ทุเลาลงโดยลำดับ

ต่อมา เมื่อนกุลบิดาแข็งแรงดีแล้ว มีความปรารถนาที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ จึงถือไม้เท้าเดินไปยังป่าเภสกาวัน แล้วกราบทูลพระศาสดาว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อายุมากแล้ว วันเวลาที่ผ่านไปทำให้กลายเป็นคนแก่คนเฒ่า ร่างกายกระสับกระส่าย เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ จึงไม่มีโอกาสได้มาเข้าเฝ้าพระองค์ เพื่อความเจริญใจเลย บัดนี้ ขอพระองค์ผู้เจริญ ได้โปรดแสดงธรรม เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานด้วยเถิด พระเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรนกุลบิดา แล้วตรัสว่า

“ดูก่อนนกุลบิดา อันที่จริงร่างกายที่กระสับกระส่ายอยู่นี้เปราะบางเหมือนดังฟองไข่ที่มีเปลือกหุ้ม บุคคลที่ดำรงกายนี้อยู่พึงรู้ได้ด้วยตนเองว่า การไม่มีโรคแม้เพียงครู่เดียวนั้นหาได้ยาก กายนี้ถูกโรคเบียดเบียนอยู่เป็นนิจ เว้นเสียแต่คนเขลาผู้ประมาทเท่านั้นจึงไม่รู้ เพราะเหตุนี้แล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

“เมื่อกายกระสับกระส่าย
จิตของเราจักไม่กระสับกระส่าย”

เมื่อจบพระดำรัส นกุลบิดาชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาท กราบทูลลาพระบรมศาสดา แล้วเข้าไปหาพระสารีบุตร

พระสารีบุตรกล่าวกับนกุลบิดาว่า

“ท่านคฤหบดี ทำไมวันนี้หน้าตาท่านจึงดูผ่องใสยิ่งนัก”

“พระคุณเจ้าผู้เจริญ วันนี้ข้าพเจ้าได้สดับพระธรรมเทศนาอันประกอบด้วยพระเมตตาจากพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์ทรงให้ข้าพเจ้าศึกษาว่า

“เมื่อกายกระสับกระส่าย
จิตของเราจักไม่กระสับกระส่าย”

“ท่านได้กราบทูลถามพระองค์หรือไม่ว่า บุคคลเช่นไรจึงได้ชื่อว่า มีกายกระสับกระส่าย แต่จิตไม่กระสับกระส่าย และบุคคลเช่นไร ที่กายกระสับกระส่าย แล้วจิตก็กระสับกระส่าย”

“ในข้อนี้ ข้าเจ้าไม่ได้ทูลถาม ขอพระคุณเจ้าอาศัยความอนุเคราะห์ ได้โปรดกรุณาขยายความ เพื่อความแจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”

“ถ้าเช่นนั้น ขอท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี

บุคคลที่เมื่อกายกระสับกระส่าย แล้วจิตก็กระสับกระส่ายด้วยนั้น คือบุคคลที่เกิดมาแล้ว ไม่ได้ฟังธรรมของพระอริยเจ้า หรือไม่ได้ตั้งใจฟังด้วยดี ย่อมเห็นขันธ์ห้า คือร่างกายนี้ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา เมื่อกายนี้มีความแปรปรวนทรุดโทรมไป ก็คร่ำครวญ เศร้าโศก เสียใจ เป็นทุกข์

นี้คือบุคคล ที่กายกระสับกระส่าย
แล้วจิตก็กระสับกระส่ายด้วย”

บุคคลที่แม้กายกระสับกระส่าย แต่จิตไม่กระสับกระส่าย คือบุคคลผู้ได้โอกาสฟังธรรมจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย พิจารณาเนื้อความแห่งพระธรรมเหล่านั้น มีปัญญา เห็นร่างกายนี้ว่ามิใช่ตน ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่า นี้เป็นเรา เป็นกายของเรา เป็นตัวตนของเรา เมื่อกายนี้มีความแปรปรวน ทรุดโทรมไป ย่อมไม่คร่ำครวญ ไม่เศร้าโศกเสียใจ ไม่เป็นทุกข์

นี้คือบุคคล ที่แม้กายกระสับกระส่าย
แต่จิตไม่กระสับกระส่าย”

กาลภายหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญนกุลมารดาผู้เป็นกัลยาณมิตร อนุเคราะห์เตือนสติสามี แล้วทรงยกย่องบุคคลทั้งสองไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ผู้เลิศกว่าอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายในความเป็นผู้มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับพระองค์