ครั้งที่ท่านพระสารีบุตรยังเป็นปริพาชกชื่อ อุปติสสะ อยู่ ครั้งหนึ่งท่านได้พบเห็น พระอัสสชิ (ภิกษุกลุ่มปัญจวัคคีย์) เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ ก็เกิดความเลื่อมใสในอากัปกิริยาต่างๆ เช่น การเดิน การเหลียว การมอง การรับอาหารบิณฑบาต จึงติดตามไปรอจนพระอัสสชิฉันอาหารแล้วเสร็จ จึงถามท่านว่า “ท่านบวชอุทิศใคร? ใครเป็นศาสดาของท่าน? ท่านชอบใจธรรมของใครขอรับ?”

พระอัสสชิตอบว่า “พระมหาสมณศากยบุตรเสด็จออกบวชจากศากยราชตระกูล เราบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระองค์เป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น”

อุปติสสะถามต่อว่า “พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร? แนะนำอย่างไร?”

พระอัสสชิตอบว่า “เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งเข้ามาในพระธรรมวินัยนี้ จึงไม่อาจแสดงธรรมอย่างกว้างขวางได้ แต่พอจะกล่าวใจความโดยย่อแก่ท่านได้”

อุปติสสะกล่าวว่า “จะน้อยหรือมากก็นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจะพูดถ้อยคำให้มากมายทำไม”

พระอัสสชิจึงแสดงธรรมว่า (วินย.มหา. ข้อ ๖๔-๖)

เย ธมฺมา เหตุ ปัพฺพวา     เตสํ เหตุงฺ ตถาคโต
เตสญฺจะ โย นิโรโธ จะ     เอวํ วาที มหาสมฺโณ”

ธรรมเหล่าใดเกิดจากเหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุ
และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้”

อุปติสสะฟังแล้วเกิดธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม) เป็นพระอริยบุคคลโสดาบัน กราบเรียนถามถึงที่ประทับของพระศาสดา? พระอัสสชิตอบว่า “ตอนนี้พระองค์ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน”

อุปติสสะหมอบลงกราบเท้าพระอัสสชิ ทำประทักษิณ ๓ รอบ ส่งพระอัสสชิแล้วไปหาสหายคือ โกลิตปริพาชก (= พระมหาโมคคัลลานะ) แล้วกล่าวธรรมที่พระอัสสชิกล่าวให้เพื่อนฟัง โกลิตะก็ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลโสดาบันเช่นกัน

ต่อมา สหายทั้งสองและบริวารอีก ๒๕๐ คน พากันไปเข้าเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าขณะทรงแสดงธรรมอยู่ ยังผลให้ปริพาชกบริวาร ๒๕๐ คนนั้นบรรลุพระอรหัตเป็นพระอรหันต์

ทั้งหมดทูลขอบวช บวชเป็นภิกษุแล้ว พระโกลิตะหรือพระมหาโมคคัลลานะใช้เวลาบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วันก็บรรลุพระอรหันต์ ส่วนพระสารีบุตรใช้เวลา ๑๕ วัน ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

นับแต่นั้นเมื่อพระสารีบุตรรู้ว่าพระอัสสชิเถระผู้เป็นอาจารย์อาศัยอยู่ในทิศใด ท่านก็จะไหว้และนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น

ต่อมา พวกภิกษุสังเกตการไหว้ไปทางทิศนั้นๆ การนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้นๆ ซึ่งบางครั้งไม่ใช่ทิศที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ก็พากันพูดว่า “พระสารีบุตรเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะถึงวันนี้ วันที่ท่านเป็นภิกษุแล้วก็ยังไหว้นอบน้อมทิศต่างๆ อยู่” แล้วกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ

พระพุทธเจ้าตรัสให้เรียกพระสารีบุตรมาแล้วทรงสอบถามว่า

“สารีบุตร เขาว่าท่านยังเที่ยวนอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่จริงหรือ?”

พระสารีบุตรกราบทูลว่า

“มีเพียงพระองค์เท่านั้น ที่ทรงทราบว่าข้าพระองค์นอบน้อมทิศหรือว่าไม่นอบน้อมทิศ พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายให้พวกภิกษุเข้าใจว่า

“ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรไม่ได้นอบน้อมทิศทั้งหลายอย่างที่พวกมิจฉาทิฏฐิ (= มีความเห็นผิดว่าต้องนอบน้อมต่างๆ จะเป็นมงคล) ทำ แต่ท่านทำเพราะนอบน้อมพระอัสสชิผู้เป็นอาจารย์ซึ่งอยู่ในทิศนั้นๆ ภิกษุอาศัยอาจารย์ใดแล้วรู้ธรรม ภิกษุนั้นพึงนอบน้อมอาจารย์โดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมภูเขาไฟ ฉะนั้น”

แล้วตรัสอีกว่า

“บุคคลรู้แจ้งธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากอาจารย์ใด ก็พึงนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมภูเขาไฟ​ ฉะนั้น”

 

คติสำคัญของเรื่อง

วิธีแสดงความเคารพ คือ เครื่องหมายบอกระดับความเคารพรัก