ท่านสุทัตตเศรษฐีหรืออนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นชาวสาวัตถี เข้าเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าครั้งที่เดินทางไปกรุงราชคฤห์ ได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบัน กลับถึงกรุงสาวัตถีแล้วสละทรัพย์มากถึง ๕๔ โกฏิ สร้างอารามถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ คือซื้อที่ดินจากเจ้าชายเชต ๑๘ โกฏิ และเฉลิมฉลองอารามอีก ๑๘ โกฏิ เสร็จแล้วตั้งชื่อว่า “เชตวัน” เพื่อให้เกียรติแก่เจ้าชายเชตผู้ทรงบริจาคที่ดินตรงซุ้มประตูให้

พระพุทธเจ้าเสด็จรับอารามแล้ว คนในครอบครัวเศรษฐีต่างก็ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ยกเว้นแต่บุตรชายที่ชื่อ “นายกาละ”

เขาเห็นบิดามารดาและพวกพี่สาวทำกุศลต่างๆ เช่น ถวายภัตแก่สมณะ ฟังธรรม และให้อาหารคนจรจัด เป็นต้น เขาก็ไม่สนใจ ไม่คิดที่จะเข้าเฝ้า ฟังธรรม หรืออุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ แม้เศรษฐีผู้เป็นพ่อจะคอยตักเตือนและแนะนำให้ทำกิจที่ได้บุญ แต่เขาก็ไม่ฟัง

ต่อมา เศรษฐีคิดว่า เจ้ากาละไม่สนใจประพฤติบุญกุศล ตายแล้วจะมีอเวจีนรกเป็นที่ไป เรายังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่อยากเห็นลูกตายอย่างไร้ที่พึ่ง หรือตายแล้วไปนรก ตามปกติของคนในโลกนี้ ทำอะไรๆ ต่างก็ต้องการเงิน เราจะใช้เงินเปลี่ยนใจของลูกให้ได้ จึงเรียกนายกาละมาพบ แล้วจ้างให้ไปฟังธรรมที่พระวิหารว่า “ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้าไปที่พระวิหารในวัดพระเชตวัน แล้วฟังธรรม รักษาอุโบสถ (ศีล) อยู่ในวัดตลอดคืน พ่อจะให้เงินเจ้า ๑๐๐ กหาปณะ” เขาถามเพื่อความแน่ใจว่า พ่อจะให้เงินจริงๆ หรือ ตอบว่า ให้แน่นอน, เขาจึงรับปากพ่อ

จากนั้น นายกาละก็สมาทานอุโบสถตอนเช้าตรู่ แล้วไปที่พระวิหาร แต่ไม่ได้เข้าไปใกล้สถานที่ภิกษุแสดงธรรม และเขาก็แอบนอนหลับในที่ลับตาคนจนกระทั่งรุ่งเช้า

กลับถึงบ้านแล้วบิดาดีใจว่า เจ้ากาละรักษาอุโบสถได้ คงฟังธรรมเข้าใจได้บ้าง จึงสั่งให้คนรีบจัดเตรียมอาหารให้เขากิน เขาพูดว่าผมยังไม่หิว ไหนล่ะเงินที่พ่อสัญญาว่าจะให้ เศรษฐีจึงมอบเงินให้ เขารับเงินแล้วกินอาหารอย่างมีความสุข

วันต่อมา เศรษฐีจ้างเขาอีกว่า “พ่อจะให้เงินแก่เจ้า ๑,๐๐๐ กหาปณะ ถ้าเจ้าไปเข้าเฝ้าตรงหน้าพระพักตร์พระศาสดา แล้วกำหนดจดจำธรรมที่ตรัสสอนมาให้ได้ ๑ บท แล้วมาบอกแก่พ่อ” นายกาละดีใจที่จะได้เงินมากขึ้นหลายเท่า รีบไปยังพระวิหาร เห็นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ก็เข้าไปนั่งตรงหน้าพระพักตร์ คิดจะจำธรรมให้ได้สักบทหนึ่ง

พระพุทธเจ้าทรงทราบจุดประสงค์ของเขาแล้ว ทรงใช้ฤทธิ์ทำให้เขาฟังแต่กำหนดจดจำอะไรไม่ได้เลย เขาพยายามฟัง นึก จำ ท่องตาม ก็ยังจำไม่ได้ ก็ยิ่งตั้งใจฟังยิ่งขึ้น เมื่อฟังอย่างตั้งใจจริงใจ เขาจึงฟังโดยเคารพมากขึ้นๆ ทรงทราบแล้วทรงแสดงธรรมที่เหมาะแก่เขา ทำให้เขาบรรลุโสดาปัตติผล อยู่นอนในพระวิหารนั้นถึงเช้า

รุ่งเช้าเขาไม่รีบกลับบ้าน เพราะได้รู้คุณของพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์แล้ว ทั้งได้บรรลุอริยคุณแล้วด้วยตนเอง รู้ว่าพระศาสดาจะนำภิกษุสงฆ์ไปเสวยยังบ้านบิดา ก็รอเวลาแล้วเดินตามหลังภิกษุสงฆ์ไป ท่านมหาเศรษฐีเห็นอาการของลูกชายแล้วชอบใจ

นายกาละเกิดความกังวลขึ้นว่า “หวังว่าพ่อจะไม่นำเงินมาให้เราต่อหน้าพระศาสดา และหวังว่า พ่ออย่าพูดเรื่องจ้างให้เราไปฟังธรรมเลย เราละอายใจ”

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ถวายข้าวต้ม และของควรเคี้ยวควรบริโภคแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ทั้งสั่งให้คนนำอาหารมาให้นายกาละกิน เขานั่งกินอย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อย, เมื่อพระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว เศรษฐีให้คนนำห่อเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะมาวางต่อหน้าเขา แล้วเศรษฐีก็พูดว่า “นี่เงินพันหนึ่งของเจ้า เป็นเงินที่พ่อสัญญาว่าจะให้ หากเจ้าสมาทานอุโบสถ และไปฟังธรรมที่พระวิหาร เจ้าทำดี พ่อชอบใจมาก”

นายกาละฟังแล้วละอายใจมาก กล่าวว่า “พ่อ ผมไม่ต้องการเงินแล้ว” เศรษฐีกล่าวว่า “เอาไปเถอะ” เขาก็ยืนยันว่าไม่รับเงิน

ลำดับนั้น เศรษฐีถวายบังคมแล้วทูลกับพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ข้าพระองค์ชอบใจกิริยามารยาทของลูกมาก” พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “เรื่องอะไรกันหรือท่านมหาเศรษฐี?” เศรษฐีกราบทูลเรื่องการจ้างลูกชายไปฟังธรรม ๒ วันแรก วันแรกเขารับค่าจ้าง แต่วันนี้ไม่รับ

พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วตรัสว่า

“มหาเศรษฐี วันนี้โสดาปัตติผลของบุตรท่าน ประเสริฐกว่าการได้จักรพรรดิสมบัติ ประเสริฐกว่าการได้สมบัติในเทวโลก และพรหมโลก”

และตรัสอีกว่า

“โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นเอกราชในแผ่นดิน (คือ การได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ) ประเสริฐกว่าการไปสู่สวรรค์ และประเสริฐกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง”

ดู อนาถบิณฑิกปุตตกาลวัตถุ : ธ.อ.๓/๒๓๑-๔, ขุ.ธ.ข้อ ๒๓

 

คติสำคัญของเรื่อง

เมื่อมีข้าวปลาอาหารที่ดี พ่อแม่ย่อมนึกถึงลูกรัก
เมื่อสัมผัสความประเสริฐของธรรม ยิ่งพยายามให้ลูกรักออกจากอธรรม