ปฏาจารา เป็นบุตรีเศรษฐีในเมืองสาวัตถี นางเป็นที่รักเป็นที่หวงแหนของมารดาบิดา ไม่ยอมให้คบกับบุรุษใด จนถึงกับสร้างปราสาท ๗ ชั้น ให้นางอยู่ชั้นบนสุดพร้อมด้วยนางทาสีรับใช้ จะไปไหนมาไหนต้องได้รับอนุญาตจากมารดาบิดา ทำให้นางรู้สึกอึดอัดใจมาก จนในที่สุด นางเกิดสมัครรักใคร่กับคนรับใช้ในบ้าน

กาลต่อมา บิดามารดาได้รับหมั้นชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งมีฐานะทัดเทียมกัน เมื่อใกล้ถึงวันมงคล นางจึงแจ้งข่าวแก่ชายคนรัก แล้วทั้งสองก็พากันแอบหนีออกจากปราสาท โดยปลอมเป็นทาสและนางทาสีออกไปทำงานนอกบ้าน

ทั้งสองพากันหลบหนีไปอยู่ในชนบทห่างไกล ปลูกกระท่อมอยู่อาศัย สามีออกไปหาของป่า นางอยู่เฝ้ากระท่อม เก็บผัก หักฟืน ตักน้ำ หุงข้าว ทำงานทุกอย่างที่เกิดมาไม่เคยทำ ความลำบากที่ไม่เคยประสบก็ได้ประสบ แต่นางก็อดทนได้ เพราะอำนาจแห่งความรัก ทั้งสองครองรักอยู่ด้วยกันในกระท่อมซอมซ่ออย่างมีความสุขจนนางตั้งครรภ์

เมื่อจวนจะถึงกำหนดคลอด นางนึกถึงมารดาบิดา คิดว่าถ้าคลอดลูกท่ามกลางมารดาบิดาและหมู่ญาติพี่น้อง คงจะอบอุ่นและปลอดภัย จึงขอร้องสามีให้พากลับไปยังเมืองสาวัตถี แต่สามีกลัวความผิดที่ตนกระทำ จึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพากลับ

วันหนึ่ง เมื่อสามีออกจากบ้านไปเก็บของป่า นางจึงเก็บข้าวของเท่าที่พอจะนำติดตัวไปได้ บอกเพื่อนบ้านตามตรงว่า ตนจะกลับไปคลอดลูกที่บ้านมารดาบิดา ถ้าสามีกลับมาก็ขอให้บอกด้วย เมื่อสามีกลับจากป่า ทราบความเข้าจึงรีบออกติดตาม ไปทันกันในระหว่างทาง สามีอ้อนวอนให้นางกลับ แต่นางไม่ยอม ยืนกรานที่จะไปคลอดที่บ้านเดิมให้ได้ ขณะนั้นนางเริ่มเจ็บท้อง จึงเข้าไปยังพุ่มไม้ดิ้นทุรนทุรายกลิ้งเกลือกอยู่ด้วยความเจ็บปวด ในที่สุดก็คลอดบุตรออกมา จึงบอกให้สามีพากลับ ไม่ต้องไปยังบ้านมารดาบิดาอีกแล้ว สามีจึงอุ้มลูกน้อย และค่อยๆ ประคองนางพากลับกระท่อมตามเดิม

เมื่อลูกคนแรกพอเดินได้ นางก็ตั้งครรภ์อีก เหตุการณ์เกิดขึ้นเหมือนคราวก่อน แต่คราวนี้นางพาลูกคนแรกหนีสามีกลับบ้านเดิมด้วย ฝ่ายสามีติดตามมาทัน แล้วอ้อนวอนให้กลับ แต่นางไม่ยอม ขณะนั้น เมฆตั้งเค้าทะมึน ฟ้าแลบแปลบปลาบ ส่งเสียงคำรามกึกก้อง พายุพัดอื้ออึง นางกอดลูกคนแรก พากันเข้าไปหลบอยู่ในพุ่มไม้ บอกสามีให้ไปตัดกิ่งไม้มาทำซุ้มกันลมกันฝนให้ลูก สามีฉวยมีดเดินออกไปอย่างเร่งรีบ พายุฝนพัดกระหน่ำลงมาพร้อมกับลูกเห็บ ขณะที่สามีกำลังตัดกิ่งไม้อยู่นั้น ได้ถูกงูพิษกัดล้มลงขาดใจตายอยู่ ณ บริเวณนั้นเอง

ฝ่ายปฏาจารา ขณะที่เฝ้ารอสามีกลับมาได้ประสบทุกขเวทนาแสนสาหัด ทั้งเจ็บท้อง ทั้งหนาว ทั้งสงสารลูกน้อยที่ยืนเปียกฝนอยู่ นางเจ็บท้องจนทนไม่ไหว ชะเง้อมองหาสามีก็ไม่เห็น สุดท้ายจึงคลอดบุตรออกมา ลูกคนโตและลูกเพิ่งคลอดไม่อาจทนต่อความหนาวจากพายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนักได้ ต่างพากันร้องไห้จ้า นางร้องไห้สงสารลูก หมดปัญญาที่จะทำอย่างใดได้ จึงเอาเข่าและมือทั้งสองยันลงกับพื้น เอาตัวคร่อมลูกน้อยทั้งสองไว้ทั้งคืนด้วยความยากลำบาก ร่างกายของนางซีดขาว ไม่มีโลหิต เหมือนใบไม้เหลืองที่ร่วงหล่นลงจากต้น

รุ่งอรุณ ฟ้าสาง นางกำหนดเส้นทางที่สามีเดินไปเมื่อคืน อุ้มลูกคนเล็ก จูงคนโตออกเดินตามหาสามี พบร่างสามีเขียวคล้ำด้วยพิษงู นอนตายอยู่ข้างจอมปลวก นางทรุดลงกับพื้น ร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจ เพ้อพร่ำรำพัน จนในที่สุดก็ตัดใจ ยอมทิ้งศพสามีแล้วเดินทางมุ่งหน้ากลับบ้านมารดาบิดาของนาง

นางกะปลกกะเปลี้ยพาลูกทั้งสองบ่ายหน้ากลับเมืองสาวัตถี มือหนึ่งอุ้มลูกแรกเกิด อีกมือหนึ่งจูงลูกคนโต ถึงริมแม่น้ำอจิรวดีเห็นน้ำไหลเชี่ยวกรากเพราะฝนตกหนักเมื่อคืน ที่ที่เคยตื้นก็ท่วมท้นลึงถึงสะเอวและคอ นางเลือกได้ที่ที่พอจะข้ามได้ แต่จะพาข้ามไปพร้อมกันทั้งสองคนก็ไม่ได้ จึงบอกลูกคนโตให้คอยแม่อยู่ที่ฝั่งนี้ก่อน แล้วนางจึงอุ้มลูกคนเล็กข้ามแม่น้ำไปคนเดียว เมื่อถึงอีกฝั่งหนึ่งเรียบร้อย นางให้ลูกกินนมจนอิ่ม หักกิ่งไม้ใบไม้ปูผ้ารอง แล้ววางลูกไว้ รีบกลับไปรับลูกคนโตที่รออยู่ที่ฝั่งโน้น

ขณะที่ข้ามแม่น้ำกลับไป นางห่วงหน้าพะวงหลัง หันมองลูกคนเล็กที หันมองลูกคนโตที เมื่อถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวใหญ่ตัวหนึ่งบินมาวนเวียนอยู่เหนือลูกคนเล็ก ด้วยเข้าใจว่าเป็นชิ้นเนื้อ นางเห็นดังนั้นจึงหันรีหันขวาง โบกไม้โบกมือพร้อมกับตะโกนส่งเสียงไล่เหยี่ยว แต่ไม่เป็นผล เหยี่ยวโฉบลงมาตะปบเอาลูกคนเล็กของนางบินขึ้นฟ้าหายลับไป

ลูกคนโตยืนรอแม่อยูที่ริมฝั่งแม่น้ำ เห็นแม่ยกมือทั้งสองขึ้นโบกไปมา เข้าใจว่าแม่กวักมือเรียกตน จึงกระโดดลงไปในแม่น้ำ กระแสน้ำเชี่ยวพัดเอาร่างของเด็กน้อยจมหายไปต่อหน้าต่อตา ปฏาจาราร้องตะโกนสุดเสียง แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว บัดนี้เหลือนางเพียงคนเดียวแหวกว่ายอยู่กลางแม่น้ำใหญ่ นางร้องไห้โหยหวนแทบขาดใจ ตะเกียกตะกายกลับขึ้นฝั่ง รำพึงรำพันว่า

สามีของเรา ถูกงูกัดตาย
ลูกคนเล็ก ถูกเหยี่ยวโฉบไป
ลูกคนโต ถูกกระแสน้ำพัดหายไป”

นางรำพันซ้ำๆ ซากๆ แม้กระนั้นก็ยังไม่สิ้นหวัง ยังมีสติบอกตัวเองว่า ที่เมืองสาวัตถี มารดาบิดายังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์สินบ้านเรือน ข้าทาสหญิงชายก็ยังอยู่ ถึงตนจะทำผิดเพียงไร เมื่อมารดาบิดาเห็นตนในสภาพเช่นนี้แล้ว ก็คงเมตตาให้อภัย คิดดังนี้แล้ว นางจึงออกเดินทางกลับเมืองสาวัตถี

ระหว่างทางเข้าเมืองสาวัตถี เห็นชายคนหนึ่งเดินทางออกมาจากเมือง นางจึงถามถึงมารดาบิดาของตน

“เมื่อคืนฝนตกหนัก พายุพัดแรง เรือนของท่านเศรษฐีพังลงทับท่านเศรษฐี ภรรยา และบุตรชายถึงแก่ความตายหมดทั้งสามคน ตอนนี้ศพกำลังเผารวมกันอยู่ที่เชิงตะกอนโน่น ยังเห็นควันปรากฎอยู่นั่นไง” ชายผู้นั้นตอบพร้อมกับชี้ไปที่ควันไฟในเมือง

ทันทีที่สิ้นคำตอบ สติที่นางพยายามประคับประคองมาจนถึงที่นี่ได้ ก็ขาดสะบั้นลงทันที นางล้มลงหมดสติอยู่ ณ ที่นั้นเอง เมื่อฟื้นขึ้นมา นางกลายเป็นคนบ้า เสียสติ เดินวนไปเวียนมาอย่างไร้จุดหมาย แม้ผ้าผ่อนที่นุ่งอยู่หลุดหายไป ก็ไม่รู้สึกตัว คนทั้งหลายเห็นนางก็เที่ยวไล่ตะเพิด พร้อมตะโกนไล่นางว่า

หญิงบ้า! ไป! ไป!

ไม่มีใครปรารถนาให้นางเข้าใกล้ เอาหยากเยื่อและฝุ่นโปรยใส่นาง ขว้างปา ไล่นางออกไปให้พ้นจากประตูเรือน นางเดินโซซัดโซเซไปจนถึงพระเชตวันมหาวิหาร

ขณะนั้น พระบรมศาสดากำลังแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ ประชาชนพยายามห้ามนางไม่ให้เข้าไปยังที่ประทับ แต่พระผู้มีพระภาคทรงมีพระพุทธดำรัสให้ปล่อยนางเข้ามา แล้วตรัสกับนางด้วยพระดำรัสอันประกอบพระมหากรุณาว่า

“น้องหญิง จงกลับได้สติเถิด”

ด้วยพระพุทธานุภาพ สติสัมปชัญญะของนางกลับคืนมา นางหมอบลงกับพื้นด้วยความละอายที่เห็นตัวเองไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ อุบาสกคนหนึ่งโยนผ้าห่มของตนให้ นางรับมานุ่งห่ม แล้วคลานเข้าไปกราบพระบาทพระศาสดา กราบทูลไปพลางร่ำไห้ไปพลาง รำพึงรำพันคร่ำครวญถึงเคราะห์กรรมอันแสนสาหัสที่นางได้ประสบมา แล้วกราบทูลขอให้พระองค์ทรงช่วย

พระบรมศาสดาตรัสปลอบว่า

“ปฏาจารา น้ำตาของคนที่ร้องไห้ เพราะสูญเสียสิ่งที่ตนรักในวัฏสงสารนี้ มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเธอจึงมัวประมาทอยู่เล่า

ปฏาจารา ไม่มีใครสามารถต้านทาน หรือป้องกันบุคคลไม่ให้ไปสู่ปรโลกได้ บัณฑิตทราบดังนี้แล้ว พึงรีบชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์ เพื่อทำหนทางไปสู่พระนิพพาน”

เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางได้ดวงตาเห็นธรรมขึ้นว่า

“สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งปวง ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”

นางปฏาจาราทูลขอบรรพชา พระพุทธองค์จึงส่งนางไปยังสำนักภิกษุณี

หลังจากอุปสมบทแล้ว วันหนึ่ง นางเทน้ำล้างเท้า น้ำนั้นไหลไปหน่อยหนึ่ง แล้วซึมหายไปในดิน

นางเทน้ำเป็นครั้งที่สอง น้ำไหลไปสาปไกลกว่าเดิม แล้วซึมหายไป

นางเทน้ำเป็นครั้งที่สาม น้ำไหลไปไกลกว่านั้นอีก แล้วซึมหายไป

นางถือเอาน้ำนั้นเป็นอารมณ์ พิจารณาถึงชีวิตของสัตว์ทั้งหลายว่า

“สัตว์ทั้งหลาย ตายเสียในปฐมวัยก็มี เหมือนน้ำที่เทลงครั้งแรก ตายเสียในมัชฌิมวัยก็มี เหมือนน้ำที่เทลงครั้งแรก ตายเสียในมัชฌิมวัยก็มี เหมือนน้ำที่เทลงครั้งที่สอง ตายเสียในปัจฉิมวัยก็มี เหมือนน้ำที่เทลงครั้งที่สาม”

พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่พระคันธกุฎี ทรงเปล่งพระรัศมีไปประหนึ่งว่า ประทับยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง แล้วตรัสว่า

“เป็นเช่นนั้นแล ปฏาจารา

ความเป็นอยู่แม้เพียงวันเดียว

ของผู้เห็นความเกิดขึ้น

และความเสื่อมไปของเบญจขันธ์

ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ถึงร้อยไป

ของผู้ที่ยังประมาทอยู่”

เมื่อจบพระคาถา นางได้บรรลุพระอรหันตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ต่อมาภายหลังนางได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในทางพระวินัย