คำถามที่ ๓๐

ข้อที่หนึ่ง การดูแลบิดามารดาขณะป่วยเข้าโรงพยาบาลจะได้บุญมากเพราะว่าได้เห็นว่าสังขารไม่เที่ยงเป็นทุกข์ อีกหน่อยพอเราแก่ก็ต้องป่วยแบบนี้เหมือนกัน ทำให้รีบขยันในทาน ศีล ภาวนาเพื่อสามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสาร เกิดปัญญาเนื่องจากการดูแลท่านใช่หรือไม่

ข้อที่สอง บางคนบอกว่าดูแลบิดามารดาเมื่อป่วยได้บุญ แล้วไม่ต้องไปวัดก็ได้เพราะบิดามารดาเป็นพระในบ้าน แต่ข้าพเจ้าคิดว่าต้องทำทั้งสองอย่างจึงทิ้งท่านไปวัดบ้าง เมื่อมีโอกาสบางครั้ง ไม่แน่ใจว่าตนเองทำถูกต้องหรือไม่ เพราะท่านคงอยากให้ดูแลท่านตลอดเวลา ท่านช่วยตัวเองไม่ได้ ท่านเป็นอัมพฤกษ์

คำตอบ

คำตอบข้อแรกคือ ใช่ แต่ถ้าเป็นการทิ้งคุณพ่อคุณแม่ให้ลำบากไม่มีใครดูแลก็ไม่ถูกต้อง แต่คงไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นทีเดียว เพียงแต่ว่าเราหาคนอื่นช่วยดูแลชั่วคราว สำคัญที่เราทำความเข้าใจกับคุณพ่อคุณแม่เท่าที่จะทำได้ อธิบายว่าทำไมเราจึงต้องไปวัด ไปเพื่ออะไร ไปแล้วเราได้อะไรมาเป็นต้น บางทีเรากลับจากวัดแล้วเล่าให้ฟังว่าเราได้ทำอะไรบ้าง เราได้ข้อคิดอะไรบ้าง เราก็ถ่ายทอดให้ท่านฟัง ท่านก็พลอดได้ประโยชน์ไปด้วย อันนี้ก็เป็นการปฏิบัติต่อพ่อแม่ที่ดีมาก เพราะถ้าเราสามารถทำให้ผู้ปกครอง ผู้มีพระคุณที่มีศรัทธาน้อยเกิดมีศรัทธามากขึ้น หรือมีศรัทธาแล้วก็มีศรัทธายิ่งๆ ขึ้นไปก็เรียกว่าเป็นบุญมหาศาล มากกว่าการปรนนิบัติทางกายด้วยซ้ำไป

ที่เรียกว่าพระในบ้านก็เป็นสำนวนอย่างหนึ่ง แต่ว่าไม่เหมือนกับการไปหาพระ เราอยู่ใกล้ชิดกับผู้มีพระคุณ บางทีคุณพ่อคุณแม่ท่านก็เอาใจยาก บางครั้งเราเองก็อดที่จะหงุดหงิดรำคาญที่จะเครียดไม่ได้ พอหงุดหงิดรำคาญคุณพ่อคุณแม่ก็เกิดรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี เกิดความไม่สงบ จิตใจไม่เป็นบุญเป็นกุศล การมีโอกาสเป็นครั้งคราวที่จะไปวัดไปพบพระ ไปทำจิตใจให้สงบ ไปชาร์จแบตเตอรี่ทำให้มีกำลังที่จะไปทำหน้าที่ต่อ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติต่อท่าน เป็นการรักษาจิตใจไว้เป็นอารมณ์ที่เป็นกุศล อาตมาเห็นว่าถูกต้องแล้วที่เอาทั้งสองอย่าง ถ้าไปวัดก็ไม่ใช่เป็นการทิ้งคุณพ่อคุณแม่ให้นอนอยู่คนเดียวไม่มีใครดูแล เราต้องตกลงกับพี่น้องหรือผู้คนที่หวังดีให้ดูแลชั่วคราว และทำความเข้าใจกับคุณพ่อ คุณแม่ก่อน

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร