คำถามที่ ๓๑

การที่เราขออโหสิกรรมในความประพฤติที่ไม่ดีงามต่อพ่อแม่ และพ่อแม่ได้อโหสิให้เราแล้ว แต่จิตของเรายังมีอกุศล คือยังโกรธตนเองอยู่ ยังปล่อยวางไม่ได้ จะมีทางที่จะช่วยอย่างไร ให้เราหายผูกเจ็บในตนเอง และถึงแม้เราจะขออโหสิกรรมแล้ว เราก็ยังต้องแก้ไขกรรมชั่วนั้น ใช่หรือไม่

คำตอบ

การสอนให้ลูกสำนึกในบุญคุณของพ่อแม่เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ในขณะเดียวกันเราต้องยอมรับธรรมชาติของเราว่า เรายังมีกิเลสอยู่ บางครั้งบางคราวที่เราไม่พอใจกับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ตั้งใจจะโกรธก็อดไม่ได้ หรือความคิดไม่ตรงกัน หรือว่าความต้องการไม่ตรงกัน หลายๆ อย่างผสมกันมากเข้าๆ เราก็รู้สึกว่าท่านไม่ยุติธรรมกับเรา ทำให้เกิดอารมณ์ไม่พอใจ

ถ้าเราเข้าใจว่านั่นเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ในผู้ที่ยังมีกิเลส ยังเป็นปุถุชนอยู่ เราก็ไม่ประมาท แต่เราอโหสิกรรมตัวเองได้ เราขออโหสิกรรมจากคุณพ่อคุณแม่ อันนี้ก็อย่างหนึ่ง แต่เราต้องรู้จักให้อภัยตัวเองบ้าง ให้อภัยตัวเองว่าเรายังเป็นปุถุชนอยู่ บางทีเราคุมอารณ์ไม่อยู่ ถ้าเราฉลาดเราก็จะได้ข้อคิดว่า ต้องช่วยด้วยการปฏิบัติธรรม เพื่อเราจะได้ชนะความโกรธ เพื่อจะชนะกิเลสในจิตใจของเรา เพื่อว่าเราจะเป็นลูกที่ดีกว่านี้

ถ้าเราเปิดประตูแล้ว ลมถ่ายเทก็เป็นธรรมดา ถ้าเราปิดประตูปิดหน้าต่างมิดชิดลมก็เข้าไม่ได้ แต่ถ้าเราเปิดประตูแล้วมีกลิ่นเหม็นเข้ามาก็เรียกว่าธรรมดาใช่ไหม พอเปิดประตูแล้วลมเข้ามาได้ ก็มีทั้งกลิ่นหอมกลิ่นเหม็นเข้ามาได้ ธรรมชาติของมนุษย์มันเป็นอย่างนั้น จิตใจของเรา ที่ยังไม่ได้ฝึกฝนอบรมจิตใจ ก็ยังมีภูมิต้านทานกิเลสน้อย กิเลสต่างๆ ก็ไหลเข้ามาในจิตใจของเราได้ง่าย เป็นเรื่องธรรมดา

ขอเสริมเรื่องการทำบุญว่าเรามีเจตนาหลัก คืออยากจะสร้างประโยชน์แก่เขา แต่ในระหว่างการทำความดีนั้นอาจจะเกิดกิเลสบางอย่าง เช่น ยินดีในการยกย่องของคนอื่นอย่างนี้ เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน ความรู้สึกดั้งเดิมความรู้สึกหลักที่เรามีต่อพ่อแม่ คือรัก แต่ในบางครั้งความรักนั้นก็เศร้าหมองด้วยความคิดอย่างอื่น แต่ว่าจริงๆ แล้ว อันนั้นก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริงของเรา เป็นแค่อารมณ์ชั่วแวบของเราที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เราก็ไม่ควรจะเอาจริงเอาจังกับมันมาก ก็อภัยตัวเอง เราเป็นลูกก็เป็นอย่างนั้น พ่อแม่ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ท่านก็รักเราท่านก็หวังดีต่อเรา แต่บางครั้งท่านก็ยังมีอารมณ์หงุดหงิดบ้าง รำคาญบ้าง ผิดหวังบ้าง เพราะท่านเป็นผู้ที่มีกิเลสเหมือนกัน

เมื่อเราปฏิบัตธรรมเราก็เข้าใจตัวเองมากขึ้น และก็เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เข้าใจพ่อแม่ได้มากขึ้น ไม่ตั้งใจจะโกรธ บางทีอดไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ก็คงเหมือนกัน บางครั้งที่ท่านเคยโกรธเรา เคยดุเราท่านก็คงไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเป็นเอง เราให้อภัยท่านด้วย ให้อภัยตัวเองด้วย และรู้จักปล่อยวาง ที่สำคัญมากคือรู้จักสิ่งที่เราบังคับได้ และสิ่งที่เราบังคับไม่ได้ เมื่อจิตเกิดอารมณ์เศร้าหมอง เราจะบังคับไม่ให้เกิดคงไม่ได้ แต่สำคัญที่ว่าเมื่อเกิดแล้ว เราจะยินดี เราจะปรุงแต่งในความรู้สึกนั้นต่อๆ ไปหรือไม่ เพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราตัดได้

ความคิดผิดที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เราเป็นทุกข์มาก คือความยึดมั่นถือมั่นในความคิด ถ้าถือว่าเพราะความคิดชั่วเกิดขึ้นในใจเรา เราก็เป็นคนชั่ว นี่เรียกว่าไปถือกรรมสิทธิ์ในความคิด ถือว่าความคิดผิดเป็นของเรา บางทีเคยคิดโกรธพ่อแม่ พอเกิดขึ้นแล้วตกใจเลย โอ้ เราเป็นคนบาปหนา ทำไมเราจึงคิดอย่างนี้กับพ่อแม่ได้ เราคิดได้เพราะเป็นธรรมชาติของจิต จิตเรามันคิดได้ทุกอย่าง

ขอเปรียบว่าเหมือนกับเรื่องตัวอักษร ถ้าตัวอักษรในภาษาพร้อม เราก็สามารถเขียนได้ทุกเรื่องใช่ไหม จะเป็นเรื่องธรรมะก็ได้ จะเป็นเรื่องลามกอนาจารก็ได้ ตัวอักษรก็ใช้ชุดเดิม ความคิดของเราเป็นไปทุกอย่าง จะคิดสูงก็ได้จะคิดต่ำก็ได้ คิดในทางดีงามก็ได้ คิดในทางลามกอนาจารก็ได้ คิดได้ทุกอย่าง ธรรมชาติของจิตก็เป็นอย่างนี้ จนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระอริยะเจ้า พอบรรลุเป็นพระอริยะเจ้าแม้ความคิดบางอย่างไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น เบียดเบียนคนอื่นมันเกิดไม่ได้ นี่คือความอัศจรรย์และความประเสริฐของพระอริยะเจ้า

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร