กาลครั้งหนึ่ง พระราชาประชวรหนัก บรรทมหายพระทัยรวยรินอยู่บนพระแท่นที่ปูลาดด้วยผ้าไหมล้ำค่า

หมอมีฝีมือทั่วประเทศคนแล้วคนเล่า ถูกนำตัวเข้ามารักษาพระราชา แต่พระอาการก็ยังไม่ทุเลา ไม่เพียงแต่รักษาไม่หายเท่านั้นหมอยังไม่รู้สาเหตุอีกด้วย

แล้วก็มาถึงคราวของหมอเทวดา หมอคนนี้ไม่ใช้ยารักษาแต่ต้องการเสื้อธรรมดาตัวเดียวที่ชายผู้มีความสุขสวมใส่ ให้นำมาวางไว้เหนือพระแท่นบรรทม

องครักษ์รีบออกไปตระเวนหาชายผู้มีความสุข ทุกหนทุกแห่ง ทั้งในเมืองและชนบท แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่ได้

ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่ก็ยากจน
ผู้ที่ร่ำรวย แต่ก็เจ็บป่วย
ผู้ที่มีสุขภาพดี มีเงินทอง แต่ก็มีปัญหาในครอบครัว
ทุกคนต่างบ่นว่ามีความทุกข์ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง

องครักษ์ของพระราชาตระเวนอยู่แรมเดือน แต่ก็หาชายผู้มีความสุขไม่ได้ พวกเขาพากันถอดใจจึงเดินทางกลับวัง

ขณะที่เดินทางผ่านทุ่งกว้างแห่งหนึ่ง องครักษ์ได้ยินเสียงร้องเพลงแว่วมาแต่ไกล เพลงนั้นเป็นเพลงพื้นบ้าน เนื้อร้องรำพึงถึงธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพรธรรมดาๆ ทำนองก็พื้นๆ คุ้นหู

แต่นำเสียงก้องกังวาน แสดงถึงความสุขที่เปี่ยมล้นอยู่ในใจ องครักษ์จึงเดินตามเสียงนั้นไป พบชายผู้หนึ่งกำลังนั่งขับลำนำอันไพเราะนั้นอยู่ จึงถามขึ้นว่า

“ท่านมีความสุขหรือ”

“ใช่” ชายผู้นั้นตอบ “ข้าคิดว่าไม่มีใครมีความสุขเท่าข้า”

“ตื่นเช้าข้าต้อนแพะออกไปเล็มหญ้า ชมแสงเงินแสงทองต้อนรับดวงตะวันโผล่พ้นทิวเขาอย่างเบิกบาน พลางเดินสัมผัสสายหมอกและหยาดน้ำค้างยามเช้า

กลางวัน ข้านั่งฟังบทเพลงขับขานของหมู่นกอย่างเพลิดเพลิน

ยามเย็น ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ข้ายืนชื่นชมความงดงามของท้องฟ้าและสีสันของหมู่เมฆ อำลาพระอาทิตย์ นอนรอการมาเยือนของเดือนดารายามค่ำคืน”

องครักษ์แน่ใจว่าได้เจอชายที่มีความสุขแล้ว จึงเอ่ยปากขอเสื้อ

“ท่านก็เห็นว่าข้าไม่ได้ใส่เสื้อ ทั้งชีวิตข้าไม่เคยมีเสื้อสักตัว”

ชายผู้มีความสุขตอบ พร้อมกับเดินร้องเพลงจากไป

องครักษ์สิ้นหวัง พวกเขายังคงหาเสื้อของคนที่มีความสุขไม่ได้ เขากลับไปกราบทูลพระราชา พระองค์ทรงสดับเรื่องราวของชายเลี้ยงแพะผู้ไม่มีเสื้อสักตัวสวมใส่อย่างตั้งพระทัย แล้วตรัสให้องครักษ์และมหาดเล็กผู้รับใช้ออกไปทั้งหมด ทรงใช้เวลาตรึกตรองทบทวนใคร่ครวญอยู่บนปราสาทตลอดทั้งคืน จนรุ่งเช้าจึงได้ตระหนักแน่พระทัยว่า

ทุกข์หนักหนาสาหัสที่ทำให้พระองค์ไม่ค่อยได้หลับได้นอนจนกระทั่งประชวรหนัก ที่แท้มาจากทรัพย์สมบัติมหาศาลที่พระองค์ครอบครองไว้ และทรงมีความคิดที่จะหามาเพิ่มอีกอยู่ตลอดเวลา ทรงรู้แล้วว่า ยิ่งพระองค์ร่ำรวยมากขึ้นเท่าใด จำนวนราษฎรผู้ยากไร้ในแผ่นดิน ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเท่านั้น

พระราชาจึงมีรับสั่งให้เปิดท้องพระคลังหลวง นำทรัพย์ออกมาแจกจ่ายให้แก่ราษฎร

เมื่อประชาราษฎร์ในแผ่นดินมีความสุข
พระองค์จึงสัมผัสกับความสุขที่แท้จริง