ท่านอาจารย์ชยสาโร มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นอาสาสมัครที่บ้านพักคนชราในประเทศอังกฤษ เขาสนิทสนมพูดคุยกับผู้เฒ่าสองคนเป็นพิเศษ ทั้งคู่เป็นชายชราอายุกว่า ๘๐ ปีแล้ว

คนหนึ่ง ยิ้มแย้มแจ่มใส หัวเราะเบิกบาน คุยสนุก และมองโลกในแง่ดี

ส่วนอีกคนหนึ่ง เอาแต่เพ่งโทษคนอื่น ใครทำอะไรให้ก็ไม่เคยถูกใจ ไม่พอใจหมอ ไม่พอใจพยาบาล ไม่พอใจคนรอบข้าง คอยว่าคนนั้นคนนี้ มีความขุ่นข้องหมองใจในบุคคล และสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา

เพื่อนของท่านอาจารย์พยายามจะเข้าใจท่านผู้เฒ่าทั้งสอง เขาวิเคราะห์แล้วสรุปให้ท่านอาจารย์ฟังว่า

ผู้เฒ่าที่มีความสุขง่าย มีความเบิกบาน และมองโลกในแง่ดี น่าจะเคยประสบความสำเร็จมามาก เขาจึงมีความพอใจในชีวิตของตน

ส่วนผู้เฒ่าที่ขี้บ่นขี้โมโหนั้น คงจะมีชีวิตที่ยากลำบาก มีอุปสรรค ปัญหา และผิดหวังในชีวิต เขาจึงมองโลกในแง่ร้ายอยู่ตลอดเวลา

แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ผู้เฒ่าที่เบิกบานแจ่มใสนั้น เป็นผู้ที่เคยเผชิญปัญหาต่างๆ ที่มารุมล้อมอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องลูกหลาน ความเจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ เมื่อเข้าสู่วัยชรา ท่านจึงเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจึงมองเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ไม่ถือเป็นเรื่องจริงจังกับอะไรทั้งนั้น

ส่วนผู้เฒ่าที่ชอบมองโลกในแง่ร้าย กลับเป็นคนที่โชคดี ทำอะไรๆ ก็ประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่มีความสุข สมหวัง ราบรื่น แต่เมื่อแก่ชราลง กลับไม่สามารถยอมรับสภาพความเป็นจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

ท่านอาจารย์ชยสาโรกล่าวว่า

“เราทุกคนมีทางเลือก มันไม่มีสูตรตายตัวว่า ใครเป็นอย่างไร แล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เสมอไป แต่มันขึ้นอยู่กับจิตใจของเราเอง”

“เหมือนน้ำใสๆ นี้
วัวกินเข้าไป… ก็กลายเป็นน้ำนม
งูกินเข้าไป… ก็กลายเป็นยาพิษ
น้ำที่เข้าไปเหมือนกัน
แต่ออกมาแตกต่างกัน

คนเราก็เช่นกัน
เราสามารถเลือกได้ว่า
จะกระทำเช่นไร
เราเลือก… ที่จะหวังดี
หรือเลือก… ที่จะหวังร้ายต่อผู้อื่น”