คำถามที่ ๒๖

เด็กที่เริ่มมีตัวตนมากขึ้น ทำตามใจตนเองมากขึ้น เราควรฝึกอย่างไรโดยไม่ต้องทะเลาะ และให้เด็กเห็นคุณค่าที่ดีงาม

คำตอบ

เรื่องสําคัญเราต้องรู้จักพูดคุย ทำการศึกษาทําความเข้าใจกันในครอบครัว เราทุกคนพยายามมีท่าทีของนักศึกษา ถึงแม้ว่าเราเป็นพ่อเป็นแม่เขา ไม่ใช่ว่าเราจะรู้จะเข้าใจเรื่องของโลกทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงจะรู้แล้วบางสิ่งบางอย่าง เด็กก็ยังเชื่อว่าเราไม่รู้จริง ดังนั้นพ่อแม่ต้องมีท่าทีว่าต้องการจะเข้าใจลูก ไม่ใช่เริ่มต้นจากจุดที่ว่าเข้าใจลูกดีแล้ว เราก็เคยเป็นเด็กมาแล้ว แล้วก็เคยอะไรมาแล้ว แต่เราสนใจศึกษาอยากจะทราบว่าลูกมองอย่างไร คิดอย่างไร

ในขณะเดียวกันเราก็อยากให้ลูกเข้าใจตัวเรา ทั้งที่สิ่งที่เราเองก็เห็นว่าชัดเจนอยู่แล้ว แต่ก็อาจไม่ชัดเจนสําหรับอีกฝ่ายหนึ่ง เราคิดว่ามันน่าจะชัดเจน แต่มันอาจจะชัดเฉพาะในความรู้สึกของเรา แต่ในความรู้สึกของเขามันไม่ใช่ ถ้าเราพูดอะไรไปหลายครั้งแล้ว เขาน่าจะเข้าใจแล้ว อันนั้นก็ไม่แน่เสมอไป เราต้องดูว่าเขาเข้าใจหรือไม่เข้าใจอย่างไร เมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น การแสดงความเป็นอัตตาของตน ในวิวัฒนาการของเด็กก็คือต้องมีอะไรที่เป็นเรื่องของตัวเอง ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าทําทุกสิ่งทุกอย่างตามพ่อแม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของวิวัฒนาการของเด็ก เราอยู่ด้วยกัน เป็นชุมชนที่เรียกว่าครอบครัว การอยู่ในครอบครัวก็ต้องมีการเสียสละทุกฝ่าย ต้องมีการปล่อยวางในสิ่งที่ตัวเองชอบในสิ่งที่ตัวเองบางส่วนเพื่อความสุขร่วมกันของชุมชน อันนี้ก็เป็นหลักการ

เราพูดกับลูกก็พูดว่าหลักการมันเป็นอย่างนี้ เมื่อต่างคนต่างคิด ความชอบไม่ชอบ ความต้องการอะไรหลายอย่างมันก็มักจะไม่ตรงกันทีเดียว ของพ่อของแม่ของลูก ฉะนั้นจะอยู่กันอย่างไรถ้าต่างคนต่างทําตามใจ ก็อยู่กันไม่ได้ จะมีแต่ทะเลาะกันตลอดเวลา

เราต้องหาอะไรที่เป็นหลักการที่เป็นจุดร่วม เป็นข้อตกลงของทุกคนในครอบครัว เมื่อเราตกลงในหลักการแล้ว เราจึงค่อยคุยในเรื่องรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเอาหลักการที่เป็นข้อตกลงเป็นเครื่องตัดสิน และทุกๆ ฝ่ายก็พูดด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน พ่อแม่ก็เคารพลูกได้ เคารพในความเป็นคนในความเป็นมนุษย์ของลูก ถึงจะเป็นมนุษย์คนเล็ก ตัวเล็ก เขาก็มีความคิด ไม่ใช่ว่าความคิดของเด็กต้องผิดเสมอ ไม่ใช่ความคิดของผู้ใหญ่ต้องถูกเสมอ เราฝึกเรื่องการสื่อสาร แต่เราจะปล่อยตามธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้ มันอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องประชุมกัน ประชุมในครอบครัว หรือพูดโดยเฉพาะ

การที่มีประชุมครอบครัวเป็นระยะๆ เป็นสิ่งที่ดี ตรงที่ว่าไม่ต้องปล่อยให้มีปัญหาหนักๆ จึงจะได้พูดกันสักที แต่การที่เรานัดกัน พูดคุยเรื่องส่วนตัวเดือนละครั้ง สองครั้งแล้วแต่ เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมครอบครัวอย่างหนึ่งที่จะทําให้สายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกไม่ต้องขาดต้องจากกัน ไม่ทําให้ลูกคิดว่า พ่อแม่ไม่เข้าใจเราเลย พูดอะไรแล้วไม่รู้เรื่อง เลยเอาแต่เพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นที่ปรึกษา

ถึงแม้พ่อแม่จะมีบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่ตรงกับลูก อย่างน้อยก็ต้องรักษาความเป็นที่ปรึกษารักษาความเป็นที่ไว้ใจที่เชื่อถือของลูก ในแต่ละครอบครัว ก็แล้วแต่ว่าจะพูดกันอย่างไร ตกลงกันอย่างไรไม่มีสูตรตายตัว ข้อสรุปอยู่ที่การตกลงในหลักการทั่วไปก่อน จากนั้นเราจึงพูดถึงจุดที่มีการขัดแย้งและการมีปัญหา หรือทะเลาะกัน

ปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าเราอยู่ฝ่ายไหนฝ่ายหนึ่ง ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความคิดว่าเราถูก เขาผิด ทําอย่างไรเขาจึงจะยกเลิกความคิดผิด ให้มารับความคิดถูกของเรา อันนี้มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารที่ผิดพลาด คือปัญหาก็ไม่ใช่ประเด็นสําคัญ ไม่ใช่ว่าใครถูกใครผิด ปัญหาก็อยู่ที่ว่าความเห็นไม่ตรงกัน ความคิดก็ไม่ตรงกัน ทําอย่างไรจึงจะเข้าใจตรงกันได้

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร