คำถามที่ ๑๙

มีเพื่อนที่รักกันอยากให้มาทางธรรมด้วย แต่เขามีความคิดว่าทุกวันนี้เขาประพฤติตนดีแล้ว รักษาศีลห้าข้อ แต่ไม่ยอมเข้าวัดปฏิบัติธรรม เขาคิดว่าเราทำเช่นนี้เพราะหวังผลในชาติหน้า เราควรมีคำแนะนำอย่างไรดี

คำตอบ

เราคงไม่ถึงกับต้องไปชักชวนหรือเหมือนเป็นหมอสอนศาสนา ถ้าเขามีความเข้าใจผิดเรื่องหลักธรรม ทําให้เกิดอคติหรือเกิดมิจฉาทิฐิ มองเราผิด เราก็อธิบายให้เขาฟังว่าเราไม่ได้คิดอย่างนั้น มันก็ดี เป็นการทําสิ่งที่ดีเป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง เราปฏิบัติธรรมเราภาวนาเราทําสมาธิ เราก็ต้องมีเหตุมีผลว่าทําเพื่ออะไร เราเห็นว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไร ถ้าไม่ใช่ว่าทําเพื่อหวังผลในชาติหน้า เราหวังผลอะไรหรือไม่หวังผลอย่างไร เราก็บอกเขาไป

แต่ส่วนมากคนเราจะอ้างเหตุผลมากกว่าใช้เหตุผล ส่วนมากคนเรานี้จะอยากทําอะไรหรือไม่อยากทําอะไร พอเราเรากําหนดสิ่งที่อยากแล้วก็จะไปค้นหาเหตุผลที่จะสนับสนุนความอยากไม่อยากเข้าปฏิบัติธรรม จะพูดตรงๆ ว่าไม่เข้าเพราะไม่อยากเข้า เหมือนกับว่าเราเป็นผู้มีเหตุมีผล ที่จริงไปยืมเหตุผลจากที่นั่นจากที่นี่มาเป็นข้ออ้างมากกว่า ถ้าเราดูว่าเป็นเหตุผลจริง เราก็ดูว่าเป็นเหตุผลที่เกิดจากเจตนาอะไร มันเป็นเหตุผลบริสุทธิ์ หรือเป็นเหตุผลแบบรับจ้าง เหตุผลที่เรามาใช้อ้างเฉยๆ

ที่ว่าหวังผลในชาติหน้า ถึงจะหวังผลในชาติหน้ามันก็ไม่ผิดเหมือนกันนะ คนที่ชอบไปว่าคนที่หวังผลในชาติหน้าคงเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริง แต่ถ้าชาติหน้ามีจริง การที่เราทำอะไรไว้สำหรับจะได้เสวยในชาติหน้ามันก็ไม่ใช่เรื่องงมงายนะ แต่ว่าบางคนก็ก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินหาทอง สะสมอย่างดีเพื่อว่าเกษียณแล้วจะได้มีความสุข แต่นั่นงมงายไหม เขารู้ได้อย่างไรว่าเขาจะได้อยู่จนถึงเวลาเกษียณ เขาคิดว่าเขาคงจะอยู่ได้ ทำไมพวกที่ทำอะไรไว้เพื่อหวังผลหลังเกษียณ ไม่มีใครว่างมงายแต่ว่าหวังผลชาติหน้าก็ว่างมงาย ชีวิตหลังเกษียณอาจจะไม่มีก็ได้ แต่ว่าชาติหน้ามีแน่นอน ในกรณีนี้คนที่ทำอะไรที่เป็นบุญเป็นกุศลเพื่อชาติหน้านับว่าตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทมากกว่าคนที่คิดแต่จะหาเงินทองสะสมไว้หลังเกษียณมากกว่านะ

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร