คำถามที่ ๑๘

ขอถามเรื่องศีล ๕ ว่าการที่เรารักษาศีลด้วยกาย วาจา แต่ใจคิดไม่ค่อยดี อาทิ คิดทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่ได้ทำ คิดชอบในสิ่งที่เจ้าของหวง ถือว่าผิดศีลหรือไม่

คำตอบ

ไม่ผิดศีล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก เราจะสังเกตได้ว่าศาสนาอื่นไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้ อย่างศาสนา คริสต์ไม่เข้าใจ อาตมากล้าพูดอย่างนี้เพราะว่าจําได้เมื่อ ๒๐ กว่าปี ตอนที่ จิมมี่ คาร์เตอร์ สมัครเป็นประธานาธิบดี แล้วเกือบไม่ได้เพราะ จิมมี่ คาร์เตอร์ อ้างว่าเป็นคริสต์ที่เคร่งครัด ขอโทษถ้าถือว่าใช้คําไม่สุภาพว่าเขาถือว่าเป็นจุดขายของเขา คือ เป็นคนเคร่งครัดในศาสนา เป็นคนที่มีศาสนา จะไม่เหมือน นิกสัน ที่เป็นคนไม่สนใจเรื่องศีลธรรม

พอดีวันหนึ่งเขาให้สัมภาษณ์แล้วเกิดความผิดพลาด เพราะนักข่าวถามว่า แต่งงานแล้วเคยคิดไม่ดีหรือคิดชอบผู้หญิงคนอื่นบ้างหรือเปล่า เขาตอบว่าเคยคิดทางไม่ดีไม่งามอยู่ในใจ แค่คิดเกือบไม่ได้เป็นประธานาธิบดี เพราะเขาถือว่าผิด คิดในทางที่ผิดเขาก็ถือว่าผิด เขาไม่แยกเรื่องศีลกับจิตใจ ไม่มีการศึกษาให้เข้าใจธรรมชาติของจิตใจเหมือนพุทธศาสนา

พุทธศาสนาแยกเรื่องศีลกับจิตใจเพราะว่าการแยกนั้น เกิดจากความเข้าใจธรรมชาติของเจตนา ธรรมชาติของเจตนาก็คือ เจตนามีผลต่อกาย วาจา แต่ไม่มีผลต่อจิตใจ ยกตัวอย่างกรณีความโกรธ สมมติว่าเราเบื่อ เบื่อที่จะเป็นคนขี้โกรธ เราไหว้พระสวดมนต์ แล้วตั้งอกตั้งใจว่าต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าจะไม่โกรธใครเป็นอันขาด จะทําได้ไหม คงไม่ได้ มันไม่ได้อยู่ในวิสัยของความตั้งใจ เพราะว่าความตั้งใจนี่มันจะตั้งใจไม่ให้เกิดอารมณ์ไม่ได้ บทบาทและขอบเขตของเจตนาจะอยู่แค่กาย วาจา

สมมติเราเบื่อหน่ายที่จะเป็นคนขี้โกรธ เราก็ตั้งอธิษฐานจิตใจว่าต่อจากนี้ไป ฉันโกรธเมื่อไรอย่างน้อยที่สุดฉันจะไม่แสดงออกทางกาย วาจา อันนี้ถึงจะทํายาก ยากพอสมควรแต่มันก็ยังอยู่ในวิสัยที่จะทําได้ เพราะเจตนาควบคุมกาย วาจา ควบคุมพฤติกรรมได้ แต่เจตนาบังคับไม่ให้เกิดอารมณ์จะทำไม่ได้ การที่จะพัฒนาในด้านจิตใจไม่ให้อารมณ์โกรธเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วปล่อยได้ จะต้องใช้วิธีของสมาธิและปัญญา

ถ้าเรารักษาศีลแต่ว่ายังคิดที่จะทําร้ายคนอื่น แต่ว่าไม่มีพฤติกรรม ไม่มีการกระทําตามอารมณ์นั้น เรียกว่าศีลนั้นยังบริสุทธิ์อยู่ ไม่อย่างนั้นไม่มีใครหรอกที่จะรักษาศีลบริสุทธิ์ได้ แต่จิตในภาคปฏิบัติ อานิสงส์อันนั้นก็มีอยู่

ถ้าอย่างนั้นบางคนอาจบอกว่าเหมือนกับหลอกตัวเอง มันก็ยังคิด คิดอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราไม่ทําเท่านั้นเอง ก็ไม่ทําก็ดีแล้วจะได้ไม่ติดคุก แต่สิ่งที่สําคัญก็คือเมื่อเราไม่ทําตามเหมือนกับว่าเปิดช่องว่างระหว่างความคิดที่จะทําและกระทํา อันนี้เรียกว่าได้ถึงขั้นสําคัญของวิวัฒนาการของมนุษย์ได้

คนส่วนมากเหมือนเทวดากับสัตว์เดียรัจฉานมาผสมกันอยู่ในคนเดียวกัน มีส่วนหนึ่งเป็นเทวดา ส่วนหนึ่งเป็นเดียรัจฉาน เมื่อไม่ได้ฝึกอบรม ส่วนที่เหมือนกับสัตว์เดียรัจฉานจะมีแรงมากกว่า ก็จะมีสัญชาติญาณตอบสนองต่างๆ อย่างเช่น อยากทําร้ายก็ทําไปเลย อยากพูดอะไรก็พูดไปเลย อันนี้ก็เรียกว่าความเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แต่ส่วนที่เป็นเทวดาหรือสูงกว่านั้นก็สามารถหยุดหรือสามารถกลั่นกรองว่าควรไม่ควร เป็นบุญเป็นบาป สัตว์เดียรัจฉานทําไม่ได้ มีแต่มนุษย์เราที่ทําได้

วิธีการทําอย่างไรเราจึงจะพัฒนาตนเองจากขั้นที่คิดจะทําอะไรก็ทําไปเลย ทําไปแล้วจึงนึกได้ว่าไม่ดี อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ เราต้องมีปัญญาและต้องการสติเพื่อว่าหยุดได้เมื่อมีอารมณ์ ไม่ใช่ว่าอารมณ์พาไปแล้วเพิ่งนึกได้ อันนี้คือสิ่งที่ต้องการ วิธีการก็คือใช้พลังของเจตนา เจตนาที่จะงดเว้นความต้ังใจ จะไม่ทําตาม คิดอย่างนี้เมื่อไรก็จะไม่ทําตาม เหมือนกับว่าเราฝากข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ สติคือการดึงข้อมูลออกมาใช้ คือในด้านที่มีอารมณ์เมื่อนึกได้ การที่นึกได้ ระลึกได้เพราะสติเกิดขึ้น ก็จะไม่ทําผิดศีล ไม่ทําบาปจะต้องใช้ความอดทนช่วยอีกแรงหนึ่ง

พอครั้งแรกที่ไม่ทํามันก็รู้สึกอึดอัดพอสมควร พอครั้งที่สองง่ายขึ้น เพราะว่าเราเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น รู้ว่าคร้ังที่แล้วเราชนะได้ ทําไมครั้งนี้เราจะชนะไม่ได้ ครั้งที่สองก็ง่ายขึ้น คร้ังที่สามง่ายกว่านั้นอีก อยู่ไปอยู่มาก็สร้างนิสัยใหม่ สร้างความเคยชินใหม่ ความเคยชินในการอาละวาดก็กลายเป็นความเคยชินในการไม่อาละวาด ฉะนั้นนิสัยเราเปลี่ยนได้ แต่ที่เปลี่ยนไม่ใช่เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันเปลี่ยนเพราะว่าเราทํางาน เราทํางานในการลดกําลังของความเคยชินที่เป็นบาป และการเพิ่มกําลังของความเคยชินใหม่ที่เป็นบุญ นี่คืองานของการภาวนา การพัฒนาตนเอง

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร